The Diamond Decade เมื่อโลกเข้าสู่ “ยุคตื่นเพชร”

เพชรหลากหลายสีสันตามธรรมชาติ หรือ “เพชรแฟนซี” จัดเป็นอัญมณีที่สวยงามและหายากมากที่สุดประเภทหนึ่งในโลก และด้วย “ราคา” ที่มีแนวโน้มเปล่งประกายเจิดจรัสไม่แพ้สีของมันนี่เอง เพชรแฟนซีจึงกลายเป็นสิ่งที่เศรษฐีและนักลงทุนทั่วโลกตามหา…

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท ฮาร์วาร์ด แอสเซท ผู้ให้บริการอัญมณีเพื่อการลงทุนชั้นนำรายหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเรากำลังเข้าสู่ “ยุคตื่นเพชร” (Diamond Decade) ซึ่งเป็นยุคที่เพชรและอัญมณีหายากหลากสีสันต่างๆ กำลังจะเปล่งประกายจากการลงทุน

ด้วยความที่เพชรเป็นแร่ที่หาได้ยาก ขณะที่มีความต้องการสูงมาก ทำให้มูลค่าของเพชรถีบราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้จะผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกมากี่ยุคกี่สมัยราคาก็ไม่เคยลดลง และยิ่งประกอบเหมืองเพชรชั้นนำหลายแห่งของโลกได้ปิดตัวลงแล้ว หรือมีกำหนดจะปิดตัวลงในระยะเวลาอีกไม่เกิน 10 ปีจากนี้ ทำให้ช่วงเวลานี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายในโลก ที่เราจะสามารถซื้อเพชรใหม่ป้ายแดงจากเหมือง เพราะหากเหมืองเพชรทั่วโลกปิดตัวลงหมดเมื่อใด นั่นหมายความว่าเราจะหาเพชรได้จากตลาดรองเท่านั้น

“Fancy Diamond” ยิ่งหาได้ยาก ยิ่งอยากครอบครอง

โดยเพชรที่กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ คือเพชรที่มีสีจากธรรมชาติ (Natural colored diamond) หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เพชรแฟนซี” (Fancy diamond) ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งสี หากแต่เป็นสีจากธรรมชาติที่มีอยู่ด้วยกันหลากหลายเฉด ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาล เหลือง ส้ม แดง ฟ้า น้ำเงิน เทา หรือแม้แต่สีดำ แต่เพชรแฟนซีนั้นพบเห็นในตลาดได้ไม่บ่อยนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรไร้สี (Colorless) หรือเพชรสีขาวบริสุทธิ์ที่มีอยู่ทั่วไป โดย ฮาร์วาร์ด แอสเซท ระบุว่าเพชรแฟนซีนั้นหายากกว่าเพชรสีขาวถึง 10,000 เท่า และคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของเพชรทั่วโลก

เพชรแฟนซีจึงกลายเป็นการลงทุนอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมแซงหน้าการลงทุนหลายประเภทไปในช่วงหลายปีมานี้ รวมถึงการที่เพชรสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากกว่าทองคำถึงสองเท่าในปี 2011 ถึงแม้เพชรและทองคำจะมีความคล้ายกันตรงที่มีการคัดเกรด มีการรับรองคุณภาพ และมีความคงทนถาวร แต่เพชรนั้นต่างจาก “ทองคำ” และ “น้ำมัน” ตรงที่ราคามักไม่ผันผวน เนื่องจากที่ผ่านมานักลงทุนไม่ได้นำเม็ดเงินแห่เข้ามาเก็งกำไรในเพชรมากนัก

ด้วยความหายากและราคาที่ไม่ค่อยผันผวนนี่เอง ทำให้เพชรแฟนซี เป็นที่ต้องการของผู้นิยมการซื้ออัญมณีเพื่อการสะสมหรือเพื่อสร้างความแตกต่าง และกลายเป็นสิ่งที่มหาเศรษฐีและนักลงทุนทั่วโลกตามหา โดยมีประเทศผู้ซื้อหลักอย่างอินเดีย จีน และยุโรปตะวันออก เป็นหลัก รวมถึงภาพของเหล่าเซเลบระดับโลกอย่างดาราฮอลลีวูดหลายราย ที่พาเหรดสวมใส่เพชรแฟนซีหลากสีสัน เดินเฉิดฉายตามเวทีพรมแดงต่างๆ ยิ่งยืนยันถึงความร้อนแรงของเพชรแฟนซีได้เป็นอย่างดี

 

เปิดกรุเพชรสี จาก 2 สถาบันประมูลชั้นนำของโลก

ปี 2014 เป็นปีที่เพชรแฟนซีสร้างราคาทำลายสถิติโลกอย่างถล่มทลายหลาย เทรนด์ที่พบจากงานประมูลเพชรล่าสุดในปีที่ผ่านมาของทั้งสองค่ายประมูลเพชรระดับโลก อย่าง “ซอเธอบีส์” (Sotheby’s) และ “คริสตีส์” (Christie’s) สะท้อนถึงแนวโน้มของเพชรแฟนซีที่กำลังมาแรงและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มจากการประมูลเพชรของคริสตีส์ในเดือนพฤษภาคม 2014 ในกรุงเจนีวา เพชรสีน้ำเงินรูปหยดน้ำขนาด 13.22 กะรัต ในชื่อ “Winston Blue” ซึ่งเป็นเพชรสีน้ำเงินไร้ตำหนิ (Flawless) ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการรับรองโดย GIA ได้ถูกประมูลไปในราคา 23.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นราคาต่อกะรัตที่ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถิติโลกที่ราคาสูงที่สุดสำหรับเพชรสีน้ำเงิน

The Winston Blue จาก Christie’s

จากนั้นในเดือนตุลาคม ที่งานประมูลเพชรของซอเธอบีส์ มีการประมูลเพชรสีชมพูไร้ตำหนิขนาด 8.41 กะรัต ไปในราคา 17.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นราคาต่อกะรัตที่ 2.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กลายเป็นเพชรสีชมพูที่มีราคาแพงที่สุดในโลก สร้างสถิติโลกอีกครั้ง “เพชรเม็ดนี้เป็นเพชรสีชมูที่งดงามและเปล่งประกายมากที่สุดที่ฉันเคยเห็นมา และเมื่อรวมกับความสะอาดไร้มลทิน จึงไม่น่าแปลกใจที่เพชรเม็ดนี้จะเป็นเพชรสีชมพูที่มีราคาต่อกะรัตสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา” “เควก ชิน เยียว” รองประธานภูมิภาคเอเชีย และประธานสำนักอัญมณีนานาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชีย แห่งซอเธอบีส์ กล่าว

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน เพชรสีน้ำเงินที่แพงที่สุดในโลกอย่าง Winston Blue ของคริสตีส์ กลับถูกซอเธอบีส์ทำลายสถิติลงอย่างราบคาบ จากการประมูลเพชรสีน้ำเงินขนาด 9.75 กะรัต ที่มีชื่อว่า “Zoe Diamond” ซึ่งถูกประมูลไปโดยนักสะสมเพชรชาวฮ่องกงรายหนึ่งในราคาสูงลิบถึง 32.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราคาต่อกะรัตสูงถึง 3.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กลายเป็นเพชรสีน้ำเงินที่แพงที่สุดในโลก ทำลายสถิติโลกใหม่อีกครั้งภายในระยะเวลาห่างกันไม่กี่เดือน

ในเดือนธันวาคม คริสตีส์จัดงานประมูลเพชรอีกครั้ง ซึ่งไฮไลท์อยู่ที่แหวนเพชรสีชมพูชื่อ “Golconda Pink” ขนาด 21.30 กะรัต ที่มีผู้ประมูลไปในราคาที่สูงถึง 4.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเพชรสีแดงจากเหมืองเพชร Argyle ขนาด 1.43 กะรัต ที่มีผู้ประมูลไปในราคา 2.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“ราอุล คาดาเกีย” หัวหน้าฝ่ายอัญมณีนานาชาติจากคริสตีส์ กล่าวว่า “เราพบว่าการซื้อเพชรในตลาดกลุ่มบนสุดนั้นยังคงไปได้ดี โดยเพชรแฟนซีสีที่หายาก มักจะมีนักสะสมทุ่มซื้อไป ทำให้ขาดแคลนและหายากมากยิ่งขึ้นไปอีก”

สีสันแห่งความหรูหรา…กับราคาที่ดีกว่า

การประมูลเพชรในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของเพชรแฟนซี ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้เพชรแฟนซีแทบไม่ได้รับความสนใจเลย แต่ปัจจุบันกลับเป็นที่นิยมและมีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางเป็นเม็ดเงินมหาศาล ขณะที่เพชรไร้สีหรือเพชรสีขาวที่มีคุณภาพดีกว่า หรือไม่มีแม้แต่ตำหนิหรือมลทินใดๆ กลับหาผู้ซื้อได้ยากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มเห็นได้ชัดมากขึ้นในช่วงปีหลังๆ มานี้

“ตัวแทนจำหน่ายหรือพ่อค้าเพชร มักไม่ค่อยมั่นใจในเพชรสีขาว เนื่องจากราคาที่สูงเกินไป จึงกังวลว่าจะขาดทุนเมื่อนำไปขายต่อในตลาด จึงชะลอการซื้อลง” “เชลเลช จาลานี” ประธานบริษัท พรอมพ์ เจม อิมพอร์เตอรส์ จากนิวยอร์ก กล่าว

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ความต้องการเพชรสีขาวลดลง มาจากปริมาณการซื้อที่ชะลอลงอย่างมากจากจีนแผ่นดินใหญ่และยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อหลักที่มีความต้องการเพชรมากที่สุด พ่อค้าเพชรจึงเริ่มลังเลที่จะซื้อเพชรในราคาสูงลิบลิ่ว และต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากราคาที่อาจลดลงในภายหลัง ปัจจุบันจึงนิยมเพชรแฟนซีที่มีราคาดีกว่า แม้จะมีคุณภาพต่ำกว่าบ้าง แต่ก็นับว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก

“เพชรสีหรือเพชรแฟนซียังมีตลาดรออยู่เสมอ เรามองเห็นความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงจากจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย” คาดาเกีย กล่าว “แม้ว่าเพชรสีขาวยังคงขายได้ดี แต่ปริมาณการซื้อก็ลดลง ซึ่งอาจมาจากการปรับฐานของราคาเพชรที่ราคาขึ้นไปสูงมากก่อนหน้านี้

 

ส่องเทรนด์เพชรปี 2015

เวบไซต์ Diamond Investment News แหล่งข้อมูลราคาและตลาดเพชรจากแคนาดา รายงานว่า ปี 2015 หลายฝ่ายมองตรงกันว่าจะเป็นปีที่ค่อนข้างทรงตัวสำหรับราคาเพชร ยกเว้นเพชรแฟนซีสีที่หาได้ยาก จะยังคงมีราคาที่ดี และอาจสร้างราคาที่ทำลายสถิติได้เรื่อยๆ จากนั้นคาดว่าราคาเพชรจะเริ่มปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ในช่วงปี 2018 – 2020

เช่นเดียวกันกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง Bain&Company และผู้ผลิตเพชร Antwerp World Diamond Centre (AWD) จากเบลเยียม ที่กล่าวถึงแนวโน้มราคาเพชรไว้เช่นกันว่า ความต้องการเพชรจะเริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ปี 2014 ไปจนถึงปี 2018 และจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นในปี 2019  ขณะที่ปริมาณเพชรที่มีในตลาดกลับสวนทางกัน

สำหรับผู้ที่สนใจในเพชรแฟนซี ปี 2015 ถือเป็นปีที่ดีของเพชรประเภทนี้ โดย “ยานิฟ มาร์คัส” นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Leibish & Co. บริษัทผู้ค้าเพชรชั้นนำในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เพชรแฟนซีสร้างราคาทำสถิติใหม่กันมากมายหลายรายการ “เพชรสีน้ำเงิน Zoe Diamond จากซอเธอบีส์ ได้สร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง ฉันไม่คิดว่าจะมีใครซื้อเพชรสีน้ำเงินด้วยราคาทำลายสถิติ สูงถึงกะรัตละ 3 ล้านเหรียญได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ”

มาร์คัส ยังเชื่อมั่นด้วยว่าแนวโน้มของเพชรและอัญมณียังคงเติบโตต่อไปได้อีกเรื่อยๆ และเมื่อมองไปถึงปี 2015 มาร์คัสชี้ให้เห็นว่าราคาเพชรจะปรับตัวสูงขึ้น “เราคาดว่าราคาเพชรโดยเฉลี่ยจะปรับตัวสูงขึ้นประมาณปีละ 3-5% และเราเห็นการเติบโตอย่างมากของราคาเพชรแฟนซี ดังนั้นปี 2015 จะเป็นปีที่น่าตื่นเต้นอีกปีหนึ่งสำหรับนักสะสมเพชร แม้ว่าอาจจะไม่หวือหวามากเท่าปี 2014 ที่ผานมาก็ตาม”

 

แนะเทคนิค “เลือกเพชร” เพื่อการลงทุน

“ไลย์บิช พอลนาเออร์” ประธานและผู้ก่อตั้ง Leibish & Co. กล่าวว่า “หากมีใครถามว่าควรลงทุนในเพชรดีไหม ผมมักจะตอบไปว่า ถ้าคุณตั้งใจจะเก็บมันตลอดไปก็ควรลงทุน แต่ถ้าคุณซื้อเพชรไปแล้วกลับมาหาผมในอีก12 เดือนให้หลัง และหวังว่าจะได้กำไรมากๆ คุณอาจพบว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น” เขากล่าว

ไลย์บิชแนะนำว่า การเลือกผู้จำหน่ายหรือแหล่งที่จะซื้อเพชรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ร้านเพชรที่จะเดินเข้าไปซื้อ ควรเป็นร้านที่เราสามารถขายคืนเพชรได้เมื่อต้องการ ซึ่งหมายความว่าผู้จำหน่ายเพชรควรเป็นบริษัทที่มีความมั่นคง เชื่อถือได้ มีชื่อเสียงที่ดี และที่สำคัญควรมีการรับประกันการซื้อคืน

ส่วนประเด็นที่ว่าควรจะถือครองเพชรไว้นานแค่ไหน ไลย์บิชแนะนำว่า ระยะเวลาในการถือครองเพชรเพื่อการลงทุนนั้นควรมีระยะเวลา 10 ปีขึ้นไปเป็นอย่างน้อย และเงินที่นำมาซื้อเพชรนั้นก็ควรเป็นเงินเย็น โดยผู้ซื้อไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ในช่วงปีแรกๆ

นอกจากนี้ แม้ว่าเพชรแฟนซีอาจพบได้ไม่บ่อยเท่าเพชรสีขาว แต่เพชรแฟนซีมีสีสันที่หลากหลายมาก ดังนั้นควรศึกษาก่อนด้วยว่าสีอะไรที่มีแนวโน้มราคาดี และควรหลีกเลี่ยงสีอะไร โดยไลย์บิช แนะนำว่า หากต้องการซื้อเพชรที่ทรงคุณค่าตลอดกาล ก็ให้เลือกซื้อเพชรที่ดีที่สุดภายใต้งบประมาณที่มี ซึ่งหากพูดถึงสีของเพชรแฟนซีที่เหมาะแก่การลงทุน ไลย์บิชแนะนำ “เพชรสีชมพู” และ “เพชรสีเหลือง” ที่ปราศจากตำหนิและมีขนาดตั้งแต่ 2 กะรัตขึ้นไป

สอดคล้องกับ Scarselli บริษัทผู้ค้าเพชรชั้นนำในนิวยอร์ก ที่กล่าวว่าความต้องการของเพชรแฟนซีสีต่างๆ อย่างสีเหลือง ชมพู น้ำเงิน ส้ม และแดง นั้นเติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเพชรสีที่น่าจับตาและมีแนวโน้มว่าจะมีราคาสูงขึ้นอีกมาก ได้แก่เพชรสีเหลือง ซึ่งปัจจุบันยังมีราคาถูกกว่าเพชรสีอื่นๆ อย่างสีน้ำเงิน

ข้อดีที่สุดข้อหนึ่งของการลงทุนในเพชร คือการที่เจ้าของจะมีความสุขเมื่อได้สวมใส่ โดยไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในตู้เซฟมืดๆ ตลอดเวลา และความสุขทางใจนี้เองที่ตีเป็นมูลค่าเงินไม่ได้ อีกทั้งเพชรยังไม่มีวันหมอง แปรสภาพ หรือเปลี่ยนสีไป สีที่แวววาวสดใสจะยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ…แม้เจ้าของจะมีอายุมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หากแต่เพชรจะยังคงอ่อนเยาว์และไร้กาลเวลาไปตลอดกาล

 

(ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต)

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *