The Global Cities: ค้นหา “ทำเลทอง” ของโลกในปี 2015

อีก 15 ปี โลกเราจะมีประชากรที่ย้ายเข้ามาอาศัยใน “เมืองใหญ่” ต่างๆ ทั่วโลกเพิ่มอีกกว่า 1.1 พันล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกือบเท่ากับประชากรของอินเดียทั้งประเทศ…เมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ความหอมหวานของอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกจึงกลับมาอีกครั้ง ลองไปดูกันว่าเมืองใดบ้างที่จะเป็น “ทำเลทอง” ของโลกในปีหน้า          

ากผลการสำรวจแนวโน้มของอสังหาริมทรัพย์ในเมืองชั้นนำทั่วโลก หรือ The Global Cities 2015 Report โดย “ไนท์แฟรงค์” (Knight Frank) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ของโลก รายงานว่า เมื่อปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว…ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกจึงมีความท้าทายและโอกาสต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในช่วงปีหลังๆ มานี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาตื่นตัวเกี่ยวกับ “เมืองสำคัญของโลก” หรือ “Global Cities”  อีกครั้ง…

Global Cities คือเมืองที่นอกจากจะมีความสำคัญต่อประเทศและต่อภูมิภาคนั้นๆ แล้ว ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญในระดับโลก โดยมักจะเป็นเมืองอันเป็นเส้นทางสายสำคัญของสายการบินต่างๆ, เป็นเมืองที่มีบริษัท 500 อันดับแรกใน Fortunes เข้ามาสร้างสำนักงาน และเป็นเมืองที่มีกลุ่มเชนโรงแรมห้าดาวระดับโลกอยู่หลายแห่ง ซึ่งทำให้เมืองเหล่านี้กลายเป็นทำเลที่สำคัญต่อนักลงทุน และผู้ที่ต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในเมืองเหล่านี้

และจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงการลงทุนประเภทอื่นที่มีความผันผวน เข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้ามายังตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้ต่อไปนักลงทุนจะต้องเลือกลงทุนอย่างรอบคอบมากขึ้น ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่หมดไปหลังจากที่เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัว ยังหมายความว่าการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปีหน้าอีกด้วย ไนท์แฟรงค์จึงได้ระบุถึงเมืองต่างๆ ที่เป็น “ทำเลทอง” ของตลาดที่อยู่อาศัยโลกในปี 2015 นี้

มองไปยังอนาคต  ค้นหา “เมืองแห่งโอกาส” ทั่วโลก

“เลียม ไบลีย์” หัวหน้าฝ่ายวิจัยของไนท์แฟรงค์ กล่าวว่า การพัฒนาและการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัย เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้สร้างธุรกิจและขยายแบรนด์ไปทั่วโลก การลงทุนจำนวนมากโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในระหว่างปี 2014 ทั้งในซิดนีย์, ลอสแอนเจลิส, นิวยอร์ก, ลอนดอน และเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วโลก จึงเป็นสิ่งที่ยืนยัน “ความหอมหวาน” ของอุตสาหกรรมนี้ได้เป็นอย่างดี

แนวโน้มนี้ยังรวมไปถึงความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ ที่ปัจจุบันกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมากเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้ส่วนใหญ่สาเหตุมักจะมาจากความต้องการในการลงทุนเพื่อเก็งกำไรโดยตรง รวมถึงปัจจัยรองลงมา เช่น ความต้องการหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต, ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย, ที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการศึกษาต่อของบุตรหลาน เป็นต้น

ซี่งจากปัจจัยแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มหมดไป ขณะที่ยังมีความต้องการจากฝั่งผู้ซื้อให้เห็นอยู่ ทำให้ไนท์แฟรงค์คาดว่าในปี 2015 วงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกจะหันมาให้ความสนใจและพุ่งเป้าไปที่โอกาสในการทำตลาดเฉพาะบุคคล หรือ “Micro marketing” มากขึ้น

โดยหากมองปี 2015 เป็นต้นไป ค่อนข้างแน่ชัดว่าจากนี้ไป มาตรการในการส่งเสริมตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกที่เคยมีมาในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาจะค่อยๆ หมดไป นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศต้องยอมรับว่า ผลตอบแทนที่ดีในช่วงก่อนหน้านี้มาจากมาตรการสนับสนุนที่เคยได้รับจากรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมในด้านต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยที่ถูกมากของสินเชื่อบ้าน ซึ่งมาจากแนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่ต่ำมาก และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ที่มีส่วนในการช่วยพยุงอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ ก็กำลังจะหมดไปในปี 2015 รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงค่อนข้างเปราะบางในยุโรป ก็อาจจะทำให้การกลับมาฟื้นตัวและกลับสู่ภาวะปกตินั้นต้องยึดระยะเวลาออกไปเช่นกัน

ลงทุนในอสังหาฯ ต่างประเทศ กับ 5 โอกาสที่น่าจับตามอง

ดังนั้น ไนท์แฟรงค์ จึงแนะนำว่า การที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในปี 2015 จะเป็นสิ่งที่ต้องทำ “การบ้าน” หนักขึ้นกว่าเดิม เพื่อทำให้รักษาผลตอบแทนในระดับที่เคยเป็นมาไว้ได้ โดยในหลายๆ ตลาด ที่ราคาที่อยู่อาศัยปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าจุดสูงสุดก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยในอีก 5 ข้างหน้าอาจจะไม่หอมหวานเหมือนเช่น 5 ปีที่ผ่านมา

เมื่อเป็นเช่นนี้ นักลงทุนจะรักษาผลตอบแทนที่ดีไว้ได้อย่างไร ในสภาวะเศรษฐกิจภายหลังจากมาตรการส่งเสริมต่างๆ ได้หมดลงไปในปีหน้า? ไนท์แฟรงค์จึงแนะนำให้พิจารณาแนวโน้ม 5 ประการเหล่านี้ที่เป็น “โอกาส” ของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้านี้

  1. เศรษฐีในประเทศเกิดใหม่แห่ซื้อบ้านมากขึ้น ปัจจุบัน เศรษฐีหรือผู้มีความมั่งคั่งในประเทศต่างๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging markets) ซึ่งจำนวนเศรษฐีที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้มีความต้องการในที่พักอาศัยในเมืองหลักทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ไนท์แฟรงค์รายงานว่าการเติบโตของกลุ่มประชาที่เป็นอัครมหาเศรษฐี (Ultra High Net Worth หรือ UHNW) ซึ่งเป็นผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะเพิ่มจำนวนจาก 168,000 ราย เป็น 215,000 รายภายในปี 2023

โดยขณะที่กลุ่มอัครมหาเศรษฐีเหล่านี้ยังคงมุ่งเน้นการซื้อหรือการลงทุนในที่พักอาศัยในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก แต่ไนท์แฟรงค์มองว่าในปี 2015 ก็จะมีทำเลทางเลือกใหม่ผุดขึ้นมา และมีนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนเก็งกำไรในย่านใหม่ๆ มากขึ้นเช่นกัน โดยไนท์แฟรงค์ได้ระบุว่ายังมี “ทำเลดาวรุ่ง” หรือ Next Neighborhood ที่น่าจับตา ในย่านใกล้เคียงเมืองหลัก ซึ่งเป็นที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ กำลังให้ความสำคัญอยู่ในตอนนี้

  1. สภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น หนุนตลาดที่อยู่อาศัยโตตาม เศรษฐกิจยุโรปนั้นนับว่ามีความเปราะบางและชะลอตัวมากที่สุดในโลกติดต่อกันมาหลายปี แต่แนวโน้มที่คาดว่าจะดีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และนักลงทุนกำลังจะกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางตลาดนอกเหนือจากยุโรป ซึ่งยังมีทำเลในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน

อาทิ ประเทศอินเดียคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด รัฐบาลชุดใหม่ของ “นาเรนดรา โมดี” ของอินเดีย ทำให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเชื่อว่ารัฐบาลของอินเดียชุดนี้จะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้เป็นโอกาสที่สำคัญของผู้พัฒนาและผู้ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย

  1. ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยในเมืองที่ “ปลอดภัย” ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะผ่านพ้นช่วงวิกฤติในหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันเรายังเห็นแนวโน้มความมั่งคั่งที่หลั่งไหลออกจากภูมิภาคที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาการเมือง มาสู่ทำเลที่ปลอดภัยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การไหลเข้าของเม็ดเงินในทำเลที่มั่นคงและปลอดภัย อย่างลอนดอน, ซิดนีย์, นิวยอร์ก, ไมอามี และแวนคูเวอร์ ยังแสดงให้เห็นว่ายังมีความต้องการในทำเลเมืองหลักๆ ของโลกอยู่ โดยผู้ซื้อจะมุ่งเน้นที่การรักษาความมั่งคั่ง และมองหาทำเลที่มีความมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสัญญาณจากนักลงทุนที่มองหาทำเลที่ปลอดภัย ว่าพวกเขายินดีที่จะมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดใหม่ๆ เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทำเลย่านบรูคลินในนิวยอร์กที่ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูแล้ว กำลังเป็นที่สนใจของเศรษฐีนักลงทุน ที่กำลังมองหาทำเลทางเลือกอื่นๆ ในนิวยอร์กที่นอกเหนือจากแมนแฮตตัน ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว

ในขณะที่ราคาที่พักอาศัยในเมืองต่างๆ ยังคงปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ก็จะเป็นโอกาสของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จะนำเสนอทำเลทางเลือกอื่นๆ ในเมืองเดียวกัน หรือแม้แต่เมืองทางเลือกอื่นๆ เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ ซึ่งจะเป็นแนวโน้มที่น่าจะได้เห็นการขยายตัวในปี 2015 นี้

  1. ราคาบ้านที่ลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้ว และดึงดูดนักลงทุนใหม่ๆ ให้เข้ามา ในเมืองหลักๆ ในยุโรป อย่างดับลิน, มาดริด, โรม และแม้แต่ปารีสนั้น ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัวมานานทั้งราคาและกำลังซื้อ เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก และวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป แต่ไม่นานมานี้ก็ได้เห็นราคาบ้านหรูในเมืองดับลินปรับขึ้นในปี 2012 ตามมาด้วยมาดริดในปี 2013 และจากการคาดการณ์ในปี 2015 ไนท์แฟรงค์ยืนยันว่าแม้จะยังมีความท้าทายในเมืองเหล่านี้ แต่ก็มีสัญญาณการเติบโตทั้งจากนักลงทุนและจากผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน โดยราคาบ้านหรูในปัจจุบันนั้นได้ลงมาต่ำสุดแล้ว และมี “อัพไซต์” สำหรับนักลงทุนที่เข้ามาในตลาดเหล่านี้ก่อนรายอื่นๆ

ไนท์แฟรงค์คาดว่าจะเห็นการเข้ามาลงทุนในเมืองอย่างปารีสและโรมมากขึ้น ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกมองข้ามจากนักลงทุนมานาน จากความกังวลถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ก็เป็นเมืองที่ให้ผลตอบแทนดีเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นๆ ในทำเลที่ใกล้เคียงกัน

  1. เมืองที่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะผลักดันให้ตลาดอสังหาฯ โต ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานมีผลอย่างมากต่อโอกาสของการพัฒนาตลาดที่อยู่อาศัย เนื่องจากโครงการพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่โยงใยทั้งสังคมและเศรษฐกิจทั้งหมดของเมืองเข้าไว้ด้วยกัน รัฐบาลทั่วโลกจึงกำลังลงทุนเป็นเม็ดเงินมหาศาลในโครงการเมกะโปรเจคที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภค, การขนส่ง หรือโทรคมนาคม เป็นต้น ซึ่งในเมืองใหญ่หลายแห่งก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อม แต่ก็ยังมีบางเมืองที่ยังไม่พร้อมมากนัก

ในเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานอันทันสมัย การเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างโอกาสของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเกิดขึ้นควบคู่กันไป ในเมืองชั้นนำของยุโรป 2 แห่ง ได้แก่ ปารีส และ ลอนดอน กำลังมีการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งสองเมืองกำลังจะมีเครือข่ายรถไฟสายหลักแห่งใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ ได้แก่สาย Crossrail ในลอนดอน และ Grand Express ในปารีส

สิบ “ทำเลดาวรุ่ง” ในเมืองทั่วโลกที่น่าจับตาในปี 2015

ปัจจุบันในเมืองชั้นนำทั่วโลก ต่างมีกระแสการปรับพื้นที่และการขยายเขตตัวเมืองออกไปอย่างต่อเนื่อง จึงกลายเป็นโอกาสของผู้อยู่อาศัยที่สามารถเข้าถึงและซื้อหาที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่สูงมากนัก ในทำเลที่ใกล้กับตัวเมืองหรือใกล้ศูนย์กลางย่านธุรกิจ (Central Business District – CBD) ซึ่งทำให้ทั้งผู้พัฒนาและผู้ลงทุน ต่างกำลังมองหาทำเลใหม่ๆ เพื่อเข้าลงทุนในทำเลทองเหล่านั้น

โดยไนท์แฟรงค์ ได้เลือก 10 “ทำเลดาวรุ่ง” หรือ Next Neighborhood ในเมืองหลักทั่วโลก ที่จะกลายเป็นแหล่งทำเลทองของที่อยู่อาศัยที่น่าจับตา และคาดว่าจะได้รับความนิยมในอนาคตอันใกล้นี้…

  1. นิวยอร์ก – ย่านวิลเลียมสเบิร์ก, บรูคลิน (Williamsburg, Brooklyn)

ไม่น่าแปลกใจที่ทำเลนี้จะกลายเป็นทำเลทอง ย่านวิลเลียมสเบิร์กในบรูคลินเป็นตัวอย่างที่ดีของการปรับปรุงพื้นที่หรือที่เรียกว่า Gentrification (การที่ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในพื้นที่ ค่อยๆ ถูกแทนที่โดยคนชั้นกลางขึ้นไปจากภายนอกพื้นที่ ที่เข้ามาปรับปรุงการใช้สอยพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ในลักษณะที่ร่วมสมัยมากขึ้น) จากการเป็นเมืองของชาว “ติสท์” นับจากวันที่เหล่าศิลปินและกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ได้ย้ายเข้ามาในย่านนี้เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ตามมาด้วยนักดนตรี ครีเอทีฟ มาจนถึงการปรับปรุงพื้นที่โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน โดยปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์คุณภาพดีในย่านนี้มากมาย อีกทั้งการเดินทางไปวอลล์สตรีทจากวิลเลียมสเบิร์กก็ทำได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้ย่านนี้ยังมีอนาคตอีกไกล

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 42.5%

  1. โตเกียว – ย่านโตโยสุ-คาชิโดกิ ริมอ่าวโตเกียว (Toyosu-Kachidoki bay-area)

ในเมืองที่หนาแน่นมากอย่างโตเกียว การมีพื้นที่ว่างใกล้เคียงกับย่านศูนย์กลางธุรกิจและยังติดกับอ่าว ทำให้บริเวณย่านโตโยสุ และคาชิโดกิ จะมีการลงทุนอีกมหาศาลในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของนักลงทุนที่สามารถมองหาได้ในเมืองที่ได้ชื่อว่าหนาแน่นที่สุดและเป็นทำเลทองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียอย่างโตเกียว

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: -1.4%

  1. ซิดนีย์ – ย่านบารางการู (Barangaroo)

เมืองซิดนีย์มีปริมาณการลงทุนจำนวนมากทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ที่เข้ามาขยายตลาดที่อยู่อาศัยระดับหรูในใจกลางซิดนีย์ในปีที่ผ่านๆ มา บารางการูซึ่งเป็นย่านที่อยู่ติดกับศูนย์กลางย่านธุรกิจ ก็เริ่มมีการลงทุนจำนวนมากให้เห็นแล้วเช่นกัน ทำเลใจกลางเมืองและติดริมน้ำของย่านนี้ทำให้มีโอกาสในการเติบโตในอนาคตได้อีกมาก ภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ ไนท์แฟรงค์คาดว่าจะมีอพาร์ตเมนต์ทั้งแบบ High rise และ Low rise ผุดขึ้นมาอีกกว่า 1 พันโครงการในย่านนี้ โดยมีราคาขายเฉลี่ยที่ 20,000 AUD หรือประมาณ 550,000 บาท ต่อตารางเมตร

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 4.5%

  1. ปารีส – ย่านอารองดิสมองต์ 16 (16th Arrondissement)

ย่านอารองดิสมองต์ 16 หรือเขตที่ 16 ในปารีส เป็นมากกว่าเพียงตลาดที่อยู่อาศัยระดับหรูเท่านั้น หากแต่ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับย่านโบโรเค็นซิงตันและเชลซีในกรุงลอนดอน โดยเป็นย่านที่อยู่อาศัยที่มีโรงเรียนที่ดีที่สุดหลายแห่ง อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ และมีศูนย์กีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขต 16 ของปารีสยังคงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่มหาเศรษฐี

ซึ่งทำให้ย่านนี้มีราคาดีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญคือยังมีราคาต่ำกว่าราคาที่พักอาศัยในเขตอารองดิสมองต์ที่ 6, 7 และ 8 หากคุณต้องการที่พักอาศัยที่ปลอดภัย และอยู่ในย่านที่มีชีวิตชีวา เขต 16 คือตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้ปัจจุบันยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 4.2%

  1. เคปทาวน์ – ย่านศูนย์กลางธุรกิจในเคปทาวน์ (Cape Town CBD)

ย่านศูนย์กลางธุรกิจหรือ CBD ในเคปทาวน์มีการเติบโตทั้งในด้านมูลค่าและความต้องการ และทำให้กลายเป็นทำเลทองที่สำคัญในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งทำให้มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นจำนวนมากในย่านนี้ และประชากรในย่านนี้ก็เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วใน 5 ปีที่ผ่านมา และมีการพัฒนาโครงการใหม่ๆ โดยเปลี่ยนจากโครงการพาณิชย์มาเป็นการสร้างโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 7.1%

  1. ฮ่องกง – ย่านเกาลูนตะวันตก (Kowloon West)

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานช่วยทำให้ย่านนี้กลายเป็นแหล่งที่พักอาศัยระดับหรูแห่งใหม่ โครงการที่พักอาศัยระดับหรูหลายโครงการในย่านนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ รวมถึงโครงการ “แกรนด์ ออสติน” ที่จะแล้วเสร็จในปี 2015

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 2.5%

  1. สิงคโปร์ – ย่านทง บาห์รู (Tiong Bahru)

ย่านเก่าแก่ที่ยังคงรักษาลักษณะทางประวัติศาสตร์ไว้ได้มากกว่าย่านใดๆ ในสิงคโปร์ การเติบโตของร้านกาแฟและร้านค้าปลีกคุณภาพสูงในย่านนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้มากมาย แต่ย่านนี้ก็เป็นทำเลที่ค่อนข้างราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งอาจต้องใช้ความรู้ความชำนาญในการตัดสินใจ

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: -2%

  1. ไนโรบี – ย่านรุนดา และจิจิรี (Runda and Gigiri)

ย่านนี้เป็นแถบชานเมืองที่มีกำลังซื้อสูงอยู่แล้ว และเป็นทำเลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทำให้มีการเข้ามาพัฒนาโครงการต่างๆ หลายโครงการในย่านนี้ นำโดยการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทางด้านสันทนาการ และด้านค้าปลีก และมีราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าการเติบโต

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 40.3%

  1. ลอนดอน – ย่านวิคตอเรียพาร์ค (Victoria Park)

ลอนดอนเป็นเมืองที่ผ่านเรื่องราวของการปรับปรุงพื้นที่หรือ Gentrification มานานหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นย่านเอิร์ลสคอร์ท หรือคิงส์ครอส หรือทำเลใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องอีกหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง วิคตอเรีย พาร์ค ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของลอนดอน ด้วยความที่หลายย่านในลอนดอนมีราคาปรับขึ้นไปมากแล้ว ทั้งทางด้านทิศใต้ที่เป็นศูนย์รวมทางด้านเทคโนโลยี และด้านทิศตะวันออกที่ยังคงมีโอลิมปิกพาร์ค อันเป็นมรดกจากการแข่งขันโอลิมปิก 2012 อยู่ ดังนั้นมูลค่าในย่านวิคตอเรีย พาร์คก็กำลังปรับตัวสูงขึ้นและมีโอกาสเติบโตในอนาคตอีกมากเช่นกัน

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 29.4%

  1. ดูไบ – ย่านบิสสิเนสเบย์ (Business Bay)

ย่านบิสสิเนสเบย์นั้นอยู่ใกล้กับดาวน์ทาวน์ (บูรจ์ คาลิฟา และดูไบมอลล์) โดยมีการเชื่อมต่อที่ดีไปยังถนนสายหลักต่างๆ ย่านแห่งนี้จึงมีการเข้ามาลงทุนมากมายในโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการเอนกประสงค์ต่างๆ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะมีตึกและอาคารใหม่ๆ ในย่านนี้เพิ่มอีกกว่า 240 แห่ง นอกจากนี้ทางดูไบยังมีแผนการที่จะทำการเชื่อมต่อทะเล ผ่านคลองที่ติดกับถนนชีค ซาเยด และเชื่อมเข้าไปยังย่านบิสสิเนสเบย์ ซึ่งจะทำให้ย่านดังกล่าวเป็นจุดหมายปลายทางที่หลายคนต้องการ โดยราคาที่อยู่อาศัยโดยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 1,200 AED หรือประมาณ 11,000 บาท ต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นราคาที่น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับย่านใจกลางเมือง

ผลตอบแทนเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา: 68.2%

ราคาจะปรับขึ้นมากที่สุด ราคาจะปรับขึ้นปานกลาง ราคาจะทรงตัว ราคาจะปรับลง
·        ลอสแอนเจลิส·        นิวยอร์ก·        ดับลิน·        มิวนิค·        ไนโรบี

·        เซี่ยงไฮ้

·        กรุงเทพมหานคร

·        แวนคูเวอร์·        ปารีส·        มาดริด·        โมนาโค·        เคปทาวน์

·        เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

·        ดูไบ

·        เดลี

·        ปักกิ่ง

·        โตเกียว

·        มุมไบ

·        บังกาลอร์

·        สิงคโปร์

·        จาการ์ตา

·        ซิดนีย์

·        ลอนดอน·        โรม·        กัวลาลัมเปอร์·        เจนีวา ·        ฮ่องกง

(ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต)

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *