The Third Arrow “อาเบะโนมิกส์” กับแสงแห่งความหวังของญี่ปุ่น (ตอนที่ 1)

หลังจากที่ญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะ “อิ่มตัว” ทั้งในด้านของความเจริญและเศรษฐกิจ ทำให้ดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เติบโตอย่างเชื่องช้ามากว่า 20 ปี แต่ด้วยความพยายามของนายกรัฐมนตรี “ชินโซ อาเบะ” ที่ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอันโด่งดังไปทั่วโลกในชื่อ “อาเบะโนมิกส์” ออกมา วันนี้สัญญาณการกลับสู่เวทีโลกอย่างยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น จะฉายแววสดใสอีกครั้งหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตาม…

หลังจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็น 1 ใน 3 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามานานถึง 2 ทศวรรษ และซ้ำร้ายยังต้องเผชิญกับเหตุการณ์สึนามิถล่มในปี 2011 ที่เปรียบเหมือนเคราะซ้ำกรรมซัดคนทั้งประเทศ ภารกิจใหญ่หลวงของรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำทัพของนายกรัฐมนตรี “ชินโซ อาเบะ” ที่เข้ามาบริหารประเทศในปลายปี 2012 คือการ “คืนความมั่นใจ” และ “คืนความภาคภูมิใจ” ให้กลับมาสู่คนญี่ปุ่นและชาติญี่ปุ่น และทำให้ประเทศญี่ปุ่นคืนกลับสู่เวทีโลกอย่างยิ่งใหญ่

หนึ่งปีที่ผ่านมากับ อาเบะโนมิกส์”

หลายคนคงเคยได้ยินมาตรการ “ธนูสามดอก” ภายใต้พลวัตเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” (Abenomics) มาบ้างแล้ว โดยธนูสองดอกแรกได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2013 นั่นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายผ่อนคลายทางการเงินโดยธนาคารแห่งญี่ปุ่น รวมถึงมาตรการทางการคลังโดยรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งการ “อัดฉีด” ดังกล่าวมีส่วนที่ประสบความสำเร็จในเบื้องต้นให้เห็นแล้ว โดยภาพรวมของญี่ปุ่นในรอบปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าดูดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ที่ดัชนี Nikkei 225 ปรับตัวสูงสุดนับจากปี 1972 รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคที่สูงขึ้น บริษัทต่างๆ มีผลกำไรให้เห็นมากขึ้น ตลาดแรงงานเริ่มดีขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้น

ทว่าดอกที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศญี่ปุ่น คือ “ธนูดอกที่ 3” ที่รัฐบาลอาเบะออกมาประกาศในกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่การปฏิรูปประเทศในระดับโครงสร้าง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่แม้ไม่อาจเห็นผลได้ทันที แต่ก็เป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นจำเป็นต้องทำ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้แก่ประเทศในระยะยาว และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การ “ฟื้นฟู” ประเทศญี่ปุ่นให้กลับมาสู่ความรุ่งเรือง

“นโยบายธนูสามดอกของอาเบะโนมิกส์ คือการมุ่งกำจัดภาวะถดถอย และความสิ้นหวังที่เกาะกินความรู้สึกของคนญี่ปุ่นมายาวนาน โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกของเราคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่การจะเติบโตได้ในระยะยาวนั้น เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งเป็นธนูดอกที่ 3 ของเรา เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการปฏิรูปในครั้งนี้จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของญี่ปุ่น” นายกฯ อาเบะกล่าวสุนทรพจน์ครั้งล่าสุด ในการประชุมผู้นําเอเชีย−ยุโรป (Asia-Europe Meeting – ASEM) ครั้งที่ 10 ที่จัดขึ้นกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ กรุงมิลาน ถึงภาพรวมของ “อาเบะโนมิกส์” และความตั้งใจของเขา

ธนูดอกที่ 3 ของอาเบะโนมิกส์ จึงไม่ใช่แค่เพียงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากยังหมายถึงการพลิกฟื้นประเทศญี่ปุ่นในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่ระดับคน ครอบครัว ไปจนถึงสังคม รวมถึงภาคธุรกิจ ด้วยหลายร้อยนโยบายที่กำลังรอการปฏิบัติ จนนักเศรษฐศาสตร์หลายคนนิยามว่าธนูดอกที่ 3 ดอกนี้ไม่ใช่ธนู หากแต่เป็น “ลูกดอก” เล็กๆ นับพันๆ ดอกรวมกันมากกว่า

ปฏิรูปโครงสร้าง” มุ่งขับเคลื่อนญี่ปุ่นสู่อนาคตที่ (เคย) รุ่งเรือง

ธนูดอกสุดท้ายหรือไม้ตายสุดท้ายของนายกฯ อาเบะในครั้งนี้ คือการ “ปฏิรูป” ประเทศในเชิงของโครงสร้าง (Structural Reform) ทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม ซึ่งเป็นนโยบายในระยะยาวที่อาจต้องใช้เวลานานนับสิบปี โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การทำให้ญี่ปุ่นกลับมาฟื้นตัวในระยะยาวและยั่งยืน โดยตั้งเป้าการเติบโตของ GDP จากนี้ไปจนถึงปี 2022 ไว้ที่ปีละ 2% ซึ่งถือว่าเป็นเป้าที่สูงและท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มากเป็นอันดับ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่น

การจะไปให้ถึงจุดหมายดังกล่าว การปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นของนายกฯ อาเบะ จึงต้องมุ่งเน้นหลายด้านพร้อมๆ กัน ซึ่งต้องการการมีส่วนร่วมจากทั้งภาคเอกชนและธุรกิจ ไปจนถึงระดับครัวเรือนและบุคคล  โดยมาตรการปฏิรูปที่ว่ามีมากถึง 249 นโยบาย ครอบคลุมเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศใน 10 ด้านหลัก โดยนอกจากการสนับสนุนภาคธุรกิจทั้งระดับผู้ประกอบการ และระดับอุตสาหกรรมแล้ว อีกหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือการแก้ปัญหาเรื่องคนและแรงงาน ซึ่งเป็นที่สิ่งที่จะ “เปลี่ยนโฉม” ญี่ปุ่นทั้งประเทศไปตลอดกาล หากทำได้สำเร็จ

จำนวนคนญี่ปุ่นลดลงเข้าสู่ ภาวะวิกฤติ”

ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับภาวะประชากรที่ลดลง แม้ญี่ปุ่นมีทรัพยากรมนุษย์ที่เรียกได้ว่ามีการศึกษาดีที่สุด มีทักษะสูงสุด และมีความทุ่มเทสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ข่าวร้ายคือจำนวนแรงงานกลับลดลง จากประชากรที่ไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการแรงงานก็ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับจำนวนประชากรที่มี

ประชากรสูงวัยในญี่ปุ่นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยแรงงานกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวโยมิอูริชิมบุน รายงานว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเข้าสู่ภาวะติดลบตั้งแต่ปี 2040 เป็นต้นไป หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาอัตราการเกิดและจำนวนแรงงานที่ต่ำลงเรื่อยๆ จากจำนวนประชากรที่ลดลง โดยญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีมาตรการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2020

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรอยู่ที่ 130 ล้านคน ซึ่งหากสามารถรักษาจำนวนประชากรไว้ที่ 100 ล้านคนโดยเฉลี่ยไว้ได้ในอีก 50 ข้างหน้านี้ ผลผลิตของประเทศจะดีขึ้นเรื่อยๆ และเศรษฐกิจอาจมีการเติบโตได้ถึงปีละ 2% ตามที่ตั้งเป้าไว้ ทว่าในปัจจุบัน ผู้หญิงญี่ปุ่นมีบุตรโดยเฉลี่ยเพียง 1.43 คนต่อหญิง 1 คน ขณะที่การจะรักษาระดับประชากรไว้ที่ 100 ล้านคนในอีก 50 ปีข้างหน้า อัตราการมีบุตรของผู้หญิงญี่ปุ่น 1 คนจะต้องอยู่ที่ 2.07 คน ซึ่งถ้ายังอยู่ในระดับเดิมต่อไป ภายในปี 2060 ญี่ปุ่นจะเหลือประชากรเพียง 87 ล้านคน หรือเหลือเพียง 2 ใน 3 จากจำนวนปัจจุบัน และที่ยิ่งไปกว่านั้น ในจำนวนนั้นจะเป็นประชากรสูงวัยที่อายุมากกว่า 65 ถึง 40%

ด้วยเหตุนี้ นายกอาเบะฯ จึงยกเอาประเด็นเรื่อง “คน” และ “ผู้หญิง” เป็นปัญหาสำคัญอันดับแรกๆ ที่ต้องได้รับการปฏิรูป ซึ่งรวมถึงการเพิ่มจำนวนประชากร และเพิ่มแรงงานหญิงให้มากขึ้น และส่งเสริมสไตล์การใช้ชีวิตและการทำงานของคนญี่ปุ่นให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

หมายเหตุ: ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

(โปรดติดตามตอนจบ…)

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *