The Third Arrow “อาเบะโนมิกส์” กับแสงแห่งความหวังของญี่ปุ่น (ตอนจบ)

จัดสมดุลย์ชีวิต “ทำงาน-ครอบครัว”ให้ผู้หญิงญี่ปุ่น

แต่ไหนแต่ไรมา ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นมักลือกที่จะเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ซึ่งส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของผู้หญิง โดยถึงแม้ว่าผู้หญิงญี่ปุ่นจะมีการศึกษาดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่เมื่อจบการศึกษา พวกเธอกลับไม่ได้ใช้ศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ และเมื่อมีลูกคนแรก เกือบ 70% ของผู้หญิงญี่ปุ่นจะออกจากงานไปเลี้ยงลูกอย่างถาวร!

นอกจากนี้ รูปแบบภาษีบุคคลของญี่ปุ่นในปัจจุบันยังเอื้อให้ผู้หญิงออกจากงานมาเลี้ยงลูก โดยหากพวกเธอออกจากงานมาเลี้ยงลูก และไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่ถึง 1 ล้านเยนต่อปี ก็จะได้รับยกเว้นภาษี และหากมีรายได้ต่ำกว่า 1.3 ล้านเยนก็จะได้รับเบี้ยยังชีพสำหรับคู่ครอง (Spouse allowance) จากบริษัทนายจ้างของสามีอีกด้วย ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลือกทางเดินนี้ เพราะเธอจะยังมีรายได้ชดเชยถึงแม้จะออกมาเลี้ยงลูกก็ตาม

รัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกฯ อาเบะจึงต้องการจูงใจให้ “คุณแม่วัยทำงาน” นั้นกลับมาทำงาน และใช้ชีวิตครอบครัวไปพร้อมกันได้อย่างมีความสุข ด้วยการเสนอตำแหน่งงานดีๆ ที่มีรายได้ดีๆ รองรับผู้หญิงมากขึ้น รวมถึงอำนวยความสะดวกให้บรรดาแม่ๆ ญี่ปุ่นมากขึ้น ด้วยการเพิ่มจำนวนศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาทั้งภาวะการขาดแคลนแรงงาน และภาวะประชากรสูงวัยไปพร้อมกัน

นายกฯ อาเบะ มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนของหญิงวัยทำงานที่กลับมาทำงานหลังจากคลอดลูก ให้เพิ่มเป็น 70% (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30%) และเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงให้อยู่ที่ 30% (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10%) ภายในปี  2020 หรืออีก 6 ปีจากนี้

การเพิ่มบทบาทของผู้หญิงนั้นมีเป้าหมายใน 2 ด้านด้วยกัน นั่นคือการเพิ่มกำลังแรงงานโดยรวม และการเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงที่อยู่ในระดับบริหารให้มากขึ้น นายกฯ อาเบะ กล่าวว่า เขาต้องการแง่มุมความคิดใหม่ๆ จากผู้หญิง เพราะสังคมญี่ปุ่นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ชายมานาน เขาต้องการให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมมากขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งนับจากวันที่นายกฯ อาเบะเข้ารับตำแหน่ง ปัจจุบันจำนวนแรงงานหญิงในญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 8 แสนคน

“การปลดปล่อยศักยภาพของผู้หญิงให้ออกมาได้มากที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อสังคมที่กำลังมีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และประชากรลดลงเรื่อยๆ อย่างเรา ทุกวันนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นยังมีศักยภาพอีกมากที่ซ่อนอยู่ ผมเชื่อมั่นว่าหากเรามีสัดส่วนผู้หญิงทำงานที่หลากหลายมากขึ้น ผู้หญิงจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่สังคมได้อีกมหาศาล ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องการสร้างสภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน ให้เอื้อต่อการทำงานของผู้หญิงมากขึ้น ซึ่งหลังจากรัฐบาลของเราเข้ามาบริหารงาน จำนวนผู้หญิงทำงานก็เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 820,000 คน ซึ่งเป็นผลงานที่เราภูมิใจ” นายกฯ อาเบะกล่าว

เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน กับการ “เลิกกลับดึก”

ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานหญิงเท่านั้น แต่รัฐบาลของนายกฯ อาเบะ มองว่า วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน ประการแรก ระบบการจ่ายผลตอบแทนและความก้าวหน้าในอาชีพ ควรขึ้นอยู่กับ “ผลงาน”มากกว่า “ความอาวุโส” ด้วยนโยบายการจ้างงานตลอดชีพ (Lifetime employment) เหมือนที่เคยเป็นมา ซึ่งทำให้แรงงานญี่ปุ่นไม่มีความคล่องตัว

และอีกประการที่สำคัญคือ วัฒนธรรมการทำงานเป็นระยะเวลายาวนานหลายชั่วโมงต่อวันก็ควรถูกเปลี่ยนและลดจำนวนลง เนื่องจากคนญี่ปุ่นมุ่งเน้นชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ซึ่งไม่ได้ทำให้งานเกิดประสิทธิภาพเสมอไป และมักจะเลิกงานดึกดื่นเพื่อแสดงให้ว่าพวกเขาใส่ใจและมุ่งมั่นกับงาน โดยเฉาะที่โตเกียว ผู้คนทำงานกันวันละ 12 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเป็นเรื่องปกติ นายกฯ อาเบะ จึงบอกว่า เพื่อให้คนมีแรงจูงใจที่จะเข้าสู่สายอาชีพกันมากขึ้น และเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงประเทศในครั้งนี้ได้ผล บริษัทต่างๆ ญี่ปุ่นควรมีนโยบายส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อชีวิตครอบครัวเช่นเดียวกัน

ธุรกิจท่องเที่ยว อีกความท้าทายของญี่ปุ่น

อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังผลักดัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยกำลังให้ความสนใจอยู่ในเวลานี้ คือการโปรโมตการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกความตั้งใจของนายกฯ อาเบะเช่นกัน จากสถิติในปี 2013 หลังรัฐบาลอาเบะเข้ามาบริหาร ญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงถึง 10 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคนในปี 2012 และ 6 ล้านคนในปี 2011 โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวไหลเข้าญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนลง การผ่อนปรนการออกวีซ่าเข้าประเทศให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งของการโปรโมตการท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็เพื่อลบภาพเหตุการณ์สึนามิถล่มเมื่อปี 2011 ด้วย

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจากเอเชียมีมากที่สุดเป็นสัดส่วนถึงเกือบ 80% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน ไทย และเวียดนาม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยนั้นมีถึง 5 แสนคนในปี 2013 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 75% โดยแคมเปญและโฆษณาต่างๆ ของญี่ปุ่นนั้นประสบความสำเร็จมากในประเทศแถบเอเชีย รวมถึงบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็ออกแบบมาให้มีความ “เฟรนด์ลี่” ต่อนักท่องเที่ยวมากขึ้น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น และเอื้อให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยจากสถิติของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (Japan National Tourist Organization) โดยในปี 2014 ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาญี่ปุ่นในปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเที่ยบกับปี 2013 โดยทำสถิติสูงสุดถึง 1.27 ล้านรายในเดือนตุลาคม และจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่หลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นตลอดทั้งปี 2014 มียอดรวมสูงถึง 13.4 ล้านราย

นอกจากนี้ หลังจากที่ญี่ปุ่นได้รับการประกาศชื่อเป็นเจ้าภาพการแข่งกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2020 (พ.ศ. 2563) ที่จะจัดขึ้นที่โตเกียว ก็เป็นที่คาดการณ์ว่าจะทำให้การท่องเที่ยวญี่ปุ่นคึกคักและมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ซึ่งญี่ปุ่นจะต้องฉกฉวยโอกาส “น้ำขึ้นให้รีบตัก” จากโอกาสที่ได้รับในครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากจะส่งผลสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งโอลิมปิกเกมส์ปี 2020 จะเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ญี่ปุ่นได้โฆษณาตัวเองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในระดับโลก

นายกฯ อาเบะ กล่าวว่า การได้จัดแข่งขันกีฬาใหญ่สุดของโลก จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซามานานถึง 20 ปี จนชาวญี่ปุ่นสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง และเขาหวังว่านี่คือโอกาสที่ญี่ปุ่นจะเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับคืนมา เหมือนกับโตเกียวเกมส์ในปี 1964 (พ.ศ 2507) ที่ช่วยให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากซากปรักหักพังจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2

บทสรุปกับ “แสงแห่งความหวัง”

ไม่ว่าจะอย่างไร ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่น่าจับตา ด้วยยังคงเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลายด้าน มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ประชากรมีรายได้สูง สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ อีกทั้งพื้นฐานคนญี่ปุ่นยังมีความนิยมในประชาธิปไตย รักสงบ บ้านเมืองมีความผาสุกและปลอดภัย โดยทั้งหมดมาจากความปรองดองและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจึงยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกต่อไป

และปฏิเสธไม่ได้ว่า นายกฯ อาเบะ กับนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” มีส่วนกระตุ้นความคิดเชิงบวกของคนญี่ปุ่นที่คาดหวังต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศในครั้งนี้ แม้สุดท้ายการปฏิรูปอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี แต่ในท้ายที่สุด ชาวญี่ปุ่นก็หวังว่าจะสามารถนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยหากดูจากพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่งของญี่ปุ่น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์แห่งความหวังที่เรืองรองอยู่ภายหน้า….

###

หมายเหตุ: ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *