From “Family Business” to “Business Family” หมดเวลาใช้ “ใจ” ในธุรกิจครอบครัว (ตอนที่1)

 

 

            ในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันที่รุนแรงในทุกวันนี้…“ธุรกิจครอบครัว” ไม่สามารถใช้ “ใจ” ในการบริหารงานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ตรงกันข้าม…เพื่อที่จะอยู่รอด ธุรกิจครอบครัวต้องเดินหมากครั้งใหม่ด้วย “สมอง” และความสามารถที่เข้มข้นกว่าครั้งไหนๆ งานนี้มีแค่ใจอย่างเดียวคงไม่พอ…

“ธุรกิจครอบครัว” หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “ธุรกิจกงสี” ที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนในตระกูล คือรากฐานความเจริญของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาช้านาน แม้จะมีธุรกิจขนาดใหญ่หรือบริษัทมหาชนเกิดขึ้นมามากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทเหล่านั้นเติบโตและแปรสภาพมาจากธุรกิจครอบครัวแทบทั้งสิ้น โดยปัจจุบันธุรกิจครอบครัวยังมีสัดส่วนมากถึง 70-90% ของจีดีพีโลก และเป็นตัวชี้วัดสภาพเศรษฐกิจที่สำคัญในโลกทุกวันนี้

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา “ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส” (PricewaterhouseCoopers) หรือ PwC บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ได้จัดทำ The PwC Family Business Survey 2014 ซึ่งเป็นการสำรวจธุรกิจครอบครัวเกือบ 2,400 กิจการใน 42 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมธุรกิจครอบครัวในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง ร้านค้าปลีก ไปจนถึงเกษตรกรรม ซึ่งเป็นผลสำรวจราย 2 ปี ที่ทำอย่างต่อเนื่องครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7

 

เผยแนวโน้มธุรกิจครอบครัวในยุค “New Economy”

ผลการสำรวจพบว่ามีธุรกิจครอบครัวมากถึง 40% ที่เห็นด้วยว่าการพัฒนาธุรกิจให้มีความเป็น “มืออาชีพ” ด้วยการวางโครงสร้างธุรกิจและระบบบริหารงานที่ดี เป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า และพวกเขากังวลในเรื่องนี้มากที่สุด ด้วยแรงกดดันจากการแข่งขันในโลกธุรกิจ ต้นทุนที่สูงขึ้น และเทรนด์ใหม่ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในทางตรงกันข้าม การวางแผนสืบทอดกิจการอันเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันกลับได้รับความสำคัญน้อยกว่า โดยมีธุรกิจครอบครัวเพียง 16% เท่านั้นที่มีการหารือและวางแผนการสืบทอดกิจการอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

“เฮนริก สไตน์เบรเชอร์” หัวหน้าฝ่ายเครือข่ายองค์กรขนาดกลางจาก PwC ผู้จัดทำผลการสำรวจในครั้งนี้ กล่าวว่า “ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวมีความท้าทายใหม่ๆ รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ การแข่งขันที่รุนแรง และการตัดราคา ธุรกิจจึงต้องรับมือให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง โดยจากสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจครอบครัวที่ร่วมการสำรวจส่วนใหญ่ยอมรับว่าพวกเขาต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงต้องสร้างระบบที่ดีเพื่อการดำเนินธุรกิจ”

ถึงแม้ว่าช่วงเวลาเศรษฐกิจตกต่ำในหลายๆ ประเทศจะผ่านพ้นไปแล้ว และเรากำลังอยู่ในยุคของเศรษฐกิจใหม่หรือ “New Economy” (บางคนอาจเรียกว่า Digital Economy หรือ Knowledge-based Economy) แต่การแข่งขันด้านราคาก็ยังคงทวีความรุนแรง ผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงขึ้น ขณะที่ส่วนต่างของผลกำไรกลับลดลงเรื่อยๆ ธุรกิจครอบครัวต้องยอมรับว่าช่วงเวลาดีๆ ที่เคยมีในอดีตนั้นจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงในโลกธุรกิจที่กำลังเคลื่อนไปตามแนวโน้มของ “เมกะเทรนด์” ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี

ผู้ชนะในโลกธุรกิจวันนี้ คือผู้ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว มีการลงทุนเพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีอยู่เสมอ และพร้อมที่จะรับมือกับการทำตลาดใหม่ๆ การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ รวมถึงพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ หรือแม้แต่มองหาธุรกิจใหม่ๆ ที่มีโอกาสมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำได้ยาก และอาจยากมากขึ้นไปอีกเมื่อเป็นธุรกิจครอบครัว ที่ไม่ได้พึ่งพาแหล่งเงินทุนจากภายนอกมากนัก (อาศัยเงินทุนจากครอบครัวเป็นหลัก) และยังดึงดูดคนเก่งๆ มาร่วมงานด้วยยากกว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมถึงยังมีเรื่องจุกจิกของสมาชิกในครอบครัวที่อาจกินเวลาและเบี่ยงเบนความสนใจไปได้บ่อยครั้ง

และแนวโน้มที่จะกล่าวถึงต่อไปด้านล่าง คือสิ่งที่พบจากการสำรวจในครั้งนี้…

            ยิ่งแข่งขันสูง ยิ่งผันผวน: จากการสำรวจพบว่า แม้ธุรกิจครอบครัวในปัจจุบันยังไปได้ดี โดยมากกว่า 65% สามารถเติบโตได้ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และมากกว่า 70% เชื่อมั่นว่าธุรกิจของตนจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยประเทศคาดว่าจะมีการเติบโตของธุรกิจครอบครัวมากที่สุดคือ จีน ตะวันออกกลาง และอินเดีย อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบว่าธุรกิจครอบครัวถึงเกือบครึ่งหนึ่ง (49%) มีความกังวลต่อความสามารถในการสรรหาแรงงานที่มีทักษะ และมองว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุด (63%)

            หมดเวลาใช้ “ใจ” ในธุรกิจครอบครัว: ธุรกิจครอบครัวมีความจริงจังในการทำธุรกิจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือการทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและมีผลกำไรที่ดีขึ้น ขณะที่เรื่องของ “ใจ” เช่นการคำนึงถึงสมาชิกครอบครัวและชุมชน กลับมีความสำคัญน้อยลง โดยจากการสำรวจครั้งก่อนหน้าในปี 2012 ธุรกิจครอบครัวเล็งเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือชุมชนมากถึง 70% แต่ลดลงมาเป็นเพียง 59% ในการสำรวจครั้งนี้

โดยสไตน์เบรเชอร์กล่าวว่า “จากการสอบถามความเห็นของธุรกิจครอบครัว ค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มองว่าในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา พวกเขาได้ช่วยเหลือชุมชนในสิ่งที่พวกเขาพอทำได้ไปแล้ว อาทิ การจ้างงานในท้องถิ่น และตอนนี้ถึงเวลาที่พวกเขาต้องโฟกัสที่การสร้างกำไรบ้าง”

            ต้องขยายเพื่ออยู่รอด ธุรกิจครอบครัวต้องหาทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จากผลการสำรวจพบว่าในปัจจุบัน ธุรกิจครอบครัว 68% ขยายธุรกิจไปต่างประเทศด้วยการส่งออก และมียอดขายจากต่างประเทศประมาณ 1 ใน 4 ของยอดขายทั้งหมด และธุรกิจครอบครัวถึง 75% คาดว่าจะเริ่มมีการส่งออกภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ โดยกลุ่มที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศมากที่สุด คือกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านเหรียญฯ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตร อย่างไรก็ตาม ธุรกิจครอบครัวไม่ได้ต้องการขยายธุรกิจไปหลายๆ ประเทศ หากแต่จะมุ่งเน้นการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมและภาษาที่คล้ายคลึงกันเป็นหลัก

            ยุค “ดิจิทัล” ที่หนีไม่พ้น อีกการสำรวจหนึ่งของ PwC คือ Global CEO Survey ยังพบว่าซีอีโอทั่วโลกถึง 81% มองว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจของพวกเขาในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ผลสำรวจของธุรกิจครอบครัวก็มีแนวโน้มไปในลักษณะเดียวกัน นั่นคือกว่า 79% มองว่าเทคโนโลยีเป็น 1 ใน 3 เทรนด์ที่สำคัญที่สุด โดย 72% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกยอมรับว่าพวกเขาต้องปรับเปลี่ยนทั้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจ “ภายนอก” และการจัดการกับระบบการบริหารงาน “ภายใน” ไปพร้อมๆ กันเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือพ่ายแพ้ต่อคู่แข่ง และอีก 43% ยอมรับว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีคนเก่งๆ เข้ามาช่วยในเรื่องเทคโนโลยี

 

(โปรดติดตามตอนจบ)

 

หมายเหตุ: ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

Comments

comments

No Comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *