FROM “FAMILY BUSINESS” TO “BUSINESS FAMILY” หมดเวลาใช้ “ใจ” ในธุรกิจครอบครัว (ตอนจบ)

ความเดิมตอนที่แล้ว —> click here

           บริหารธุรกิจอย่าง “มืออาชีพ” คำว่ามืออาชีพสำหรับธุรกิจครอบครัว หมายถึงการวางโครงสร้างธุรกิจและแนวปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจครอบครัวสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และขยายธุรกิจให้เติบโตได้ การวางโครงสร้างธุรกิจอาจแบ่งออกเป็นสามด้านหลักด้วยกัน เริ่มจากการกำหนดระบบและขั้นตอนต่างๆ อันเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจ จากนั้นจึงวางระบบการกำกับดูแลกิจการ และระบบการบริหารคน ซึ่งการหาคนที่มีความสามารถมาร่วมงานเป็นทั้งความกังวลและความท้าทายของธุรกิจครอบครัว เนื่องจากธุรกิจครอบครัวไม่สามารถสู้กับบริษัทใหญ่ๆ ในการให้ข้อเสนอของการเติบโตในสายอาชีพที่มั่นคงกว่า คนเก่งๆ จึงมักจะไม่เลือกทำงานในบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งทำให้การบริหารคนยังเป็นเรื่องที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ต่อธุรกิจครอบครัว

            บริหารครอบครัวอย่าง “มืออาชีพ” เช่นกัน การทำธุรกิจให้มีความเป็นมืออาชีพด้วยการวางโครงสร้างที่ดีอย่างเดียวนั้นไม่พอ ครอบครัวที่ทำธุรกิจต้องมีการ “ยกระดับ” สมาชิกในครอบครัวให้มีความเป็นมืออาชีพด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การกำหนดระบบของครอบครัวในการเข้ามาบริหารธุรกิจ ซึ่งรวมถึงรายละเอียดต่างๆ อย่างการกำหนดขั้นตอนการตัดสินใจ และการกำหนดช่องทางในการสื่อสารที่เป็นทางการ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่ธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะที่กดดัน เพราะการวางระบบที่ดีจะเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของครอบครัว และปกป้องธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

           

การส่งต่อธุรกิจ…เรื่องใหญ่ที่ไม่ได้รับความสำคัญ

การวางแผนสืบทอดกิจการให้แก่ทายาทรุ่นต่อๆ ไปนับว่ามีความสำคัญและละเอียดอ่อนที่สุดของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก แต่กลับเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้รับความสำคัญมากเท่าที่ควร โดย 53% ของธุรกิจครอบครัวที่ทำการสำรวจบอกว่าธุรกิจของพวกเขามีการวางแผนส่งต่อกิจการบ้างแล้ว แม้อาจจะยังไม่เต็มรูปแบบมากนัก ขณะที่มีเพียง 30% ที่มีแผนสืบทอดกิจการอย่างเป็นเรื่องราวและเป็นลายลักษณ์อักษร และมีเพียง 16% เท่านั้นที่กำลังดำเนินตามแผนสืบทอดกิจการอย่างจริงจัง

สไตน์เบรเชอร์เตือนว่า “แผนการที่ไม่มีการจดบันทึกยังไม่เรียกว่าแผนการ มันเป็นเพียงไอเดีย ซึ่งการสืบทอดกิจการนี้เป็นเรื่องที่ธุรกิจครอบครัวต้องให้ความสำคัญ มีการทำความเข้าใจร่วมกัน และให้ความสำคัญมากพอๆ กับการวางระบบอื่นๆ ให้แก่ธุรกิจ เพราะหากไม่มีการวางแผนสืบทอดกิจการ ก็เท่ากับธุรกิจครอบครัวนั้นมีความเสี่ยงสูงมากทีเดียว”

 

จาก “เถ้าแก่” สู่ “เจ้าของ” เทรนด์ใหม่ธุรกิจครอบครัว

ผลการสำรวจยังพบว่า การเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเป็น “เจ้าของกิจการ” (Owner) และ “การบริหารกิจการ” (Manager) นั้นมีความสำคัญ ปัจจุบันแนวโน้มการเป็น “เจ้าของ” ธุรกิจ โดยไม่เข้าไปยุ่งกับการบริหารนั้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในธุรกิจครอบครัว โดยมีธุรกิจครอบครัว 32% หรือมากถึง 1 ใน 3 ที่ต้องการส่งต่อความเป็นเจ้าของให้แก่ทายาทโดยไม่รวมการส่งต่อการบริหารงาน เมื่อเทียบกับผลสำรวจในปี 2012 ที่อยู่ที่ 25%

และเมื่อถึงเวลาที่ต้องวางแผนสืบทอดกิจการ ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งเริ่มมองการส่งต่อกิจการให้ทายาทเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น โดยมีธุรกิจครอบครัวหลายแห่งที่มองการณ์ไกลและเปิดกว้างทางความคิดให้ทายาทตัดสินใจได้เองว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจครอบครัวหรือไม่ เพราะพวกเขามองว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่การส่งผ่านทางสายเลือดเช่นการสืบทอดบัลลังก์ของราชวงศ์ แม้ธุรกิจครอบครัวอาจยินดีที่จะส่งต่อการบริหารงานให้ทายาทรุ่นต่อไปมากกว่าให้คนนอก แต่ก็ยอมรับได้หากคนรุ่นหลังเลือกที่จะไม่เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากช่วงการเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ทายาทยังไม่พร้อมหรือยังเด็กเกินไปที่จะเข้ามาบริหารงาน

การเป็นเจ้าของกิจการไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่จำเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถ และยิ่งเมื่อคนในครอบครัวเลือกที่จะเป็นเพียงเจ้าของกิจการที่ไม่ได้บริหารงาน การสร้างระบบให้ธุรกิจและการแบ่งแยกความสัมพันธ์ของ “ครอบครัว” และ “ธุรกิจ”ออกจากกันจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยต้องเข้าใจบทบาทที่แตกต่างกันว่า แม้พวกเขาอาจอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารและมีหน้าที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวเติบโต แต่พวกเขาก็ยังคงมีบทบาทความรับผิดชอบในฐานะเจ้าของหรือ “ผู้ถือหุ้น” และที่สำคัญต้องแยกแยะระหว่างการเข้ามา “มีส่วนร่วม” และการ “แทรกแซง” ในธุรกิจ

การวางโครงสร้างและระบบที่ดีให้แก่ธุรกิจครอบครัว จะช่วยให้ธุรกิจสามารถขยายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เติบโตเร็วขึ้น และมีกำไรมากขึ้น รวมถึงอาจเข้าตาแหล่งเงินทุนภายนอกในระยะยาว โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการวางโครงสร้างทั้งระบบของธุรกิจและระบบของครอบครัวไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจครอบครัวประสบความสำเร็จแม้เจ้าของจะเข้ามาบริหารหรือไม่ก็ตาม

            และสุดท้ายจะทำให้ “ธุรกิจครอบครัว” (Family Business) พัฒนาไปไปสู่ “ครอบครัวธุรกิจ” (Business Family) ได้ในที่สุด…

 

“ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งมองการณ์ไกลและเปิดกว้างทางความคิดให้ทายาทตัดสินใจได้เองว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจครอบครัวหรือไม่ เพราะพวกเขามองว่าการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถ ไม่ใช่การส่งผ่านทางสายเลือด”

 

 

หมายเหตุ: ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *