ลงทุนใน “ทีมกีฬา” เทรนด์ใหม่ของเศรษฐีโลก

มหาเศรษฐีทั่วโลกโดยเฉพาะในตะวันออกกลางและเอเชีย (แน่นอนว่ารวมไทยด้วย) นิยมการกว้านซื้อทีมฟุตบอลลีกดังๆ ในยุโรปอย่าง พรีเมียร์ลีก ลาลีกา กัลโซ รวมถึงลีกกีฬาอื่นๆ อย่างอเมริกันฟุตบอล NFL ในอเมริกา ลองมาดูกันว่า เทรนด์การซื้อ “ทีมกีฬา” เป็นการลงทุนที่น่าสนใจจริงหรือไม่?

เมื่อเร็วๆ นี้ “ไมเคิล ฮานน์” จากสำนักข่าวรอยเตอร์ส ได้รายงานว่า มีการศึกษาชิ้นใหม่ที่ระบุว่ามีเม็ดเงินจากเอเชีย และตะวันออกกลาง จำนวนมากที่หลั่งไหลเข้าไปลงทุนใน “ทีมกีฬา” ชั้นนำทั่วโลก โดยรายงานดังกล่าวมีชื่อว่า “Emerging Giants” จัดทำโดยบริษัทวิจัยทางด้านกีฬา “Repucom” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยได้สำรวจแนวโน้มการลงทุนจากตะวันออกกลางและเอเชีย ที่ลงทุนซื้อทีมกีฬา หรือเป็นสปอนเซอร์ให้แก่ทีมกีฬา โดยเฉพาะทีมฟุตบอลในยุโรป และทีมกีฬาแฟรนไชส์ดังๆ ในสหรัฐอเมริกา โดยเม็ดเงินจากตะวันออกกลางและเอเชียนั้น คิดเป็นสัดส่วนถึง 76.2% จากกลุ่มทุนทั่วโลก

โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มนักลงทุนจากตะวันออกกลางและเอเชียเข้ามาซื้อทีมกีฬาในยุโรปด้วยเม็ด เงินรวมกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 50,000 ล้านบาท และลงทุนในทีมกีฬาแฟรนไชส์ในสหรัฐ ด้วยเม็ดเงินกว่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 37,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันทีมสโมสรฟุตบอลในอังกฤษอย่างทีม “แมนเชสเตอร์ซิตี้” “อาร์เซนอล” และ “นอตติ้งแฮม ฟอเรสต์” ปัจจุบันล้วนมีผู้ถือหุ้นจากตะวันออกกลางทั้งสิ้น โดยเฉพาะทีมสโมสรฟุตบอล “ปารีส แซงต์ แชร์กแมง” จากฝรั่งเศส และ “มาลากา” จากสเปนนั้น มีนักลงทุนจากกาตาร์เป็นผู้ถือหุ้นทั้ง 100%

โดยกลุ่มทุน “อาบูดาบีโฮลดิ้งส์” ทุ่มเงินกว่า 330 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้น 90% ของทีม “แมนเชสเตอร์ซิตี้” ในปี 2008 และไม่นานการลงทุนครั้งนั้นดูเหมือนจะทำประตู “เข้าเป้า” โดยทีมแมนฯ ซิตี้ สามารถคว้าแชมป์ “เอฟเอ คัพ” ปี 2010-2011 และคว้าแชมป์ “ลีกคัพ” ปี 2013-2014 ได้สำเร็จ ส่วนกลุ่มทุน “กาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสเมนต์” ก็ทุ่มซื้อทีม “ปารีส แซงต์ แชร์กแมง” โดยเข้ามาถือหุ้นทั้ง 100% ในปี 2011 แม้ทีมจะเล่นอยู่ใน “ลีกเอิง” ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของฝรั่งเศสมานาน แต่ด้วยอำนาจเงินของกลุ่มทุนรายใหม่นี้ก็ทำให้ทีมสามารถคว้าแชม์ลีกเอิงมา ครองได้สำเร็จในสองฤดูกาลล่าสุดที่ผ่านมา และในปีที่แล้วทีมยังทุ่มซื้อตัว “ดาวิด ลุยซ์” จากสโมสรเชลซีมาเสริมทัพ ด้วยค่าตัวถึง 50 ล้านปอนด์ ซึ่งนับเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก

กลุ่มทุน “กาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสเมนต์” ก็ทุ่มซื้อทีม “ปารีส แซงต์ แชร์กแมง” โดยเข้ามาถือหุ้นทั้ง 100% ในปี 2011

นอกจากทุ่มซื้อทีมแล้ว ยังมีแบรนด์จากตะวันออกกลางจำนวนมากที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ทีมกีฬา โดยกลุ่มทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นับเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ที่สุดที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้แก่เสื้อทีมฟุตบอลใน ยุโรป โดยปัจจุบันสโมสรชั้นนำในยุโรปหลายแห่งมีสายการบินจากตะวันออกกลางเป็นผู้ สนับสนุนหลัก อาทิ สโมสร “บาร์เซโลนา” จากสเปน มีกาตาร์แอร์ไลนส์เป็นสปอนเซอร์, “แมนเชสเตอร์ซิตี้” มีสายการบินเอทิฮัดเป็นสปอนเซอร์ ส่วน “เรอัล มาดริด”, “ปารีส แซงต์ แชร์กแมง” “อาร์เซนอล” และ “เอซี มิลาน” มีโลโก้สายการบินเอมิเรตส์อยู่ บนเสื้อ โดยในฤดูกาล 2009-2010 มีสปอนเซอร์เสื้อทีมฟุตบอลจากตะวันออกกลางรวมเป็นเม็ดเงินถึง 24.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 820 ล้านบาท

ที่สหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันมีกลุ่มทุนจากเอเชียเข้าไปซื้อทีมกีฬาหรือเป็นสปอนเซอร์ทีมกีฬาใน อเมริกาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดย “ชาฮิด คาน” จากปากีสถาน นับเป็นทุนต่างชาติรายแรกที่เข้ามาซื้อทีม “แจ๊คสันวิลล์ จากัวร์ส” แห่งลีกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอลด้วยเงินสูงถึง 760 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2012

เมื่อกลุ่มทุนจากตะวันออกกลางและเอเชียยังแห่เข้ามาลงทุนในทีมกีฬาชั้นนำ ของโลกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจึงมีการแข่งขันกีฬาในรายการเมเจอร์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงรัฐบาลในหลายๆ ประเทศในตะวันออกกลางและเอเชียก็หันมาให้ความสำคัญกับกีฬามากขึ้น อาทิ ประเทศเกาหลีใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2018 และกาตาร์จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2022 ในขณะที่เศรษฐกิจในตะวันออกกลางและเอเชียยังคงมีความแข็งแกร่ง และมีความมั่งคั่งสูงขึ้น ทำให้การเข้ามา “เทกโอเวอร์” ทีมกีฬายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

ทำไมเศรษฐีไทยชอบซื้อทีมฟุตบอลอังกฤษ”?

ไม่เพียงแต่กลุ่มทุนจากตะวันออกกลางและเอเชียเท่านั้นที่กำลังกว้านซื้อทีม กีฬา แต่มหาเศรษฐีของไทยหลายรายก็เข้าไปลงทุนในทีมกีฬาชั้นนำของโลกมาแล้วไม่น้อย โดยเฉพาะทีมฟุตบอลลีกดังๆ ในยุโรป โดยย้อนไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา “เดชพล จันศิริ” หนึ่งในทายาทตระกูลจันศิริ เจ้าของอาณาจักรไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ได้เข้าเทกโอเวอร์สโมสรฟุตบอล “เชฟฟิลด์ เวนสเดย์” จากเจ้าของเดิม “มิลาน แมนดาริก” โดยเข้าถือหุ้นทั้ง 100% โดยดีลครั้งนั้น มีมูลค่า 30 ล้านปอนด์ หรือราว 1,480 ล้านบาท และส่งให้เขาขึ้นเป็นผู้บริหารทีมสโมสร ซึ่งเป็นการเดินตามรอยเดียวกับ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าของอาณาจักร คิง เพาเวอร์ ที่ซื้อทีมฟุตบอลของแมนดาริกไปก่อนหน้านี้ นั่นคือสโมสรฟุตบอล “เลสเตอร์ ซิตี้” ที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ เข้าเทกโอเวอร์ในปี 2010 และเป็นสปอนเซอร์หลักของทีมเป็นเวลา 3 ปี ส่วนตัวเขาเองขึ้นเป็นผู้บริหารทีมสโมสรเช่นกัน

บี เตชะอุบล นักธุรกิจหนุ่มชาวไทยบรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อหุ้นเอซี มิลาน สโมสรชื่อดังแห่งกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครมในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา คือข่าวการเข้าซื้อหุ้นของสโมสรฟุตบอล “เอซี มิลาน” ของ “บี เตชะอุบล” ทายาทแห่งคันทรี่ กรุ๊ป ที่ออกมาประกาศว่าต้องการเข้าซื้อหุ้นสโมสรดังกล่าว ในสัดส่วน 50-60% คิดเป็นเม็ดเงินราว 500 ล้านยูโร (ราว 2 หมื่นล้านบาท) โดยทีแรกสื่ออิตาลีหลายสำนักตีข่าวออกมาทั้งสองกระแส กระแสแรกบอกว่าดีลครั้งนี้ตกลงกันได้เรียบร้อย ขณะที่อีกกระแสบอกว่า “มร. ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่” เจ้าของทีมเอซี มิลาน ไม่ยอมขายทีม แต่ต้องการพันธมิตรระยะยาวมาร่วมฟื้นฟูทีมมากกว่า ทั้งยังมีข่าวว่า “บี” ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ และเตรียมข้อเสนอใหม่ที่สูงถึง 1,000 ล้านยูโรเพื่อซื้อหุ้นทั้ง 100% อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่เจรจากันนานถึงสองเดือน ดีลยักษ์นี้ก็ได้ข้อสรุปแบบ “พบกันครึ่งทาง” เป็นที่เรียบร้อย โดยนักธุรกิจไทยรายนี้เข้าซื้อหุ้นจำนวน 48% ของเอซี มิลานได้สำเร็จ ด้วยตัวเลขราว 480 ล้านยูโร (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท)

“แดเนียล ฮันเตอร์” จาก Sports Revolution สำนักข่าวกีฬาชั้นนำของอังกฤษ ให้มุมมองต่อแนวโน้มการลงทุนของเศรษฐีไทยที่เข้าไปลงทุนในทีมฟุตบอลอังกฤษ ว่า การเข้าซื้อหรือเข้าลงทุนในทีมฟุตบอลอังกฤษของกลุ่มเศรษฐีไทยกำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม เริ่มจากในปี 2007 ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าซื้อทีม “แมนเชสเตอร์ซิตี้” ด้วยจำนวนเงิน 86 ล้านยูโร (3,200 ล้านบาท) ก่อนที่จะขาย ต่อให้แก่กลุ่มอาบูดาบีด้วยราคาสูงถึง 220 ล้านยูโร (8,300 ล้านบาท) ในปีถัดมา ส่วน “เบียร์ช้าง” ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่สุดแห่งหนึ่งของไทย ก็เพิ่งขยายระยะเวลาการเป็นสปอนเซอร์ให้แก่ทีม “เอฟเวอร์ตัน” ออกไปจากเดิมที่ทำสัญญาไว้ 10 ปี และ “เบียร์สิงห์” ก็มีดีลร่วมกับทีมฟุตบอลอังกฤษชั้นนำอีกหลายทีม และยังร่วมเป็น Official Partner ให้แก่ลีกรักบี้อังกฤษ นอกจากนี้ ในปีที่แล่ว “คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์” เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ยังได้เข้าซื้อสโมสรฟุตบอล “เรดดิ้ง” พร้อมควบตำแหน่งประธานสโมสรอีกด้วย

สำหรับเหตุผลที่เหล่าเศรษฐีไทยเข้ากว้านซื้อทีมฟุตบอลอังกฤษ ฮันเตอร์ให้ความเห็นว่า เป็นเพราะทีมเหล่านั้นมีชื่อเสียง และสามารถนำชื่อเสียงนั้นมาสู่ธุรกิจของพวกเขาได้ และตัวอย่างความสำเร็จของทีม “เลสเตอร์ ซิตี้” ที่ได้เลื่อนชั้นจากแชมเปี้ยนชิปขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014-2015 อาจเป็นแรงจูงใจให้เศรษฐีไทยรายอื่นต้องการเข้ามาเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล และพยายามสร้างผลงานแบบนั้นบ้าง

แต่คำถามสำคัญคือ การซื้อทีมกีฬานั้นคุ้มค่าหรือไม่? เศรษฐีไทยทราบข้อเท็จจริงดีว่า การซื้อทีมกีฬาหรือทีมสโมสรฟุตบอลใดๆ นั้นไม่มีการ “การันตี” ผลตอบแทนจากการลงทุน และมีสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกเพียงไม่ถึงครึ่งเท่านั้นที่มีกำไรในฤดูกาล ที่ผ่านมา และในลีกที่รองชั้นลงไปเรื่อยๆ จำนวนสโมสรที่มีกำไรก็ยิ่งลดลงไปอีก อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อทีมฟุตบอลยังคงนำมาซึ่ง “โอกาส” ที่ดีในการโปรโมตธุรกิจ และสร้างโพรไฟล์ให้ธุรกิจ และยังเป็นการแนะนำธุรกิจไทยให้เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลก และไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโพรไฟล์ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโพรไฟล์ในไทยให้ดีขึ้นอีกด้วย ความโด่งดังหรือชื่อเสียงของลีกฟุตบอลดังที่มีคนไทยจำนวนมากเป็นแฟนคลับ จึงเป็นช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจและไม่ยากจนเกินไปนักสำหรับเศรษฐีไทย

สนใจซื้อทีมกีฬาฟังทางนี้!

“แมต เพอร์รี่” ประธานบริษัท เนชั่นแนล สปอร์ต เซอร์วิสเซส บริษัทที่เชี่ยวชาญในการซื้อขายแฟรนไชส์ทีมเบสบอลในสหรัฐ ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าว BBC ว่า ตลาดการซื้อขายทีมกีฬานั้นมีสภาพคล่องต่ำ หรือเรียกง่ายๆ ว่าไม่ได้ซื้อง่ายขายคล่อง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ซื้อต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนลงทุน โดยจะใช้เพียงความรู้สึก “ชอบ” อย่างเดียวไม่ได้

“การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของทีมเป็นสิ่งจำเป็นมาก ว่าจะเป็นการประเมินมูลค่าทีม และผลงานของทีมในช่วงที่ผ่านมา สภาพของสนามกีฬา สภาพทางการเงิน  และการดำเนินงานที่ผ่านมา การประเมินมูลค่าตามราคาตลาด และการประเมินข้อมูลโดยรวมของลีกของทีมกีฬานั้นๆ” นอกจากนี้ ผู้ซื้อไม่ควรมองข้ามวิสัยทัศน์และเป้าหมายของทีม ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นแนวทางการดำเนินงานของทีมนั้นๆ

ทั้งนี้ เศรษฐีที่ชื่นชอบการซื้อหรือลงทุนในทีมกีฬาควรตระหนักว่า การซื้อทีมกีฬาไม่ใช่การจ่ายเงินเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากแต่เจ้าของทีมกีฬายังต้องใช้งบประมาณเพื่อบริหารทีมอย่างต่อเนื่องอีก ด้วย

“อานันด์ คริชนัน” ประธานแห่ง FidelisWorld กลุ่มทุนจากอาหรับเอมิเรตส์ที่ใช้เงินไม่ถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้น 70% ของทีมฟุตบอล “ยูไนเต็ด สิกขิม” ในไอลีกของอินเดีย กล่าวว่า เขาใช้เงินถึงปีละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าจ้างพนักงาน ค่าจ้างโค้ช และค่าตัวนักเตะ นอกจากนี้ เขาแนะนำว่า ผู้ซื้ออาจต้องกันงบประมาณในการทำการตลาด การผลิตของที่ระลึก การจำหน่ายตั๋ว และการใช้จ่ายด้านชุมชนสัมพันธ์และสื่อมวลชนสัมพันธ์อีกด้วย

ค้นหาวิธีทำกำไรจากทีมกีฬา

มีหลายวิธีที่ทำให้ทีมกีฬามีมูลค่ามากขึ้น แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ “ผลงานที่ดี” ของทีม “หากทีมได้เลื่อนชั้นไปอยู่ดิวิชั่น ที่สูงขึ้น ทีมก็จะมีรายได้มากขึ้น ทั้งรายได้จากการออกโทรทัศน์ และรายได้จากการแข่งขันแต่ละครั้ง และยังสามารถดึงดูดสปอนเซอร์รายใหม่ๆ ทำให้ฐานแฟนคลับกว้างมากขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าของทีมสูงขึ้นตามไปด้วย”

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อมูลค่าของทีม อาทิ ประวัติของทีมที่ยาวนานและการบริหารทีมที่ดี จะเป็นตัวกรองที่ป้องกันผู้ซื้อที่เข้ามาฉวยโอกาสหรือหวังกำไรในเวลาสั้นๆ “ผู้ถือหุ้นเดิมในทีม หรือผู้มีอำนาจในลีกกีฬาอาจไม่อนุมัติให้มีการซื้อขายทีม หากเห็นว่าผู้ซื้อไม่ได้เข้ามาบริหารทีมในระยะยาว” เพอร์รี่ กล่าว “นอกจากนี้ การบริหารทีมกีฬายังมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ไม่เหมือนการทำธุรกิจ ทั่วไปที่เราอาจคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ง่ายกว่า แต่กีฬาเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ การบาดเจ็บและการงดแข่งของนักกีฬา เป็นตัวแปรที่สำคัญต่อผลงานของทีม ดังนั้น หากผู้ซื้อต้องการผลตอบแทนในระยะเวลาที่รวดเร็ว ทุกสิ่งอาจพังเอาได้ง่ายๆ”

Manchester United Lists Initial Public Offering on the New York Stock Exchange in 2012

อย่างไรก็ตาม ยังมีทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในทีมกีฬา โดยไม่ต้องใช้เงินหลักพันล้านหรือหมื่นล้าน นั่นคือการซื้อหุ้นของทีมกีฬาที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือกองทุนที่ลงทุนในทีมกีฬาต่างๆ โดยปัจจุบันมีทีมกีฬาชื่อดังจำนวนมากที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ชั้นนำทั่วโลก และเปิดให้นักลงทุนทั่วไปซื้อขายได้ อาทิ ทีมฟุตบอลขวัญใจตลอดกาลของคนไทยอย่าง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก รวมถึงทีมฟุตบอลชั้นนำใน กัลโซ่ เซเรีย อา อย่างทีม “โรมา” “ยูเวนตุส” และ “ลาซิโอ” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อิตาลี และทีมชั้นนำในลีกบุนเดสลีกาอย่าง “โบรุสเซียดอร์ทมุนด์” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เยอรมนี เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนไทยสามารถเป็นเจ้าของทีมเหล่านี้ได้

 

(หมายเหตุ: ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต)

 

 

Comments

comments

One Comment

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *