“พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์” เพื่อสัตว์…เพื่อคน…เพื่อใคร

ภาพจาก http://www.worldanimalprotection.org.uk

หลังจากที่ “พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์” ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 57 เป็นต้นมา ท่ามกลางความยินดีของ “คนรักสัตว์” ที่ได้ดีใจกันถ้วนหน้า หลังจากที่รวมตัวเรียกร้องกฏหมายนี้มานานนั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีคนจำนวนอีกไม่น้อยในสังคมที่ออกมาตั้งคำถาม และกลายเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นกฏหมายที่ทำให้ “คนเสียเปรียบสัตว์” อยู่ไม่น้อย

เพราะต่อไปนี้ หากคนโดนสัตว์ทำร้าย เช่นโดนสุนัขไล่กัด เราคงไม่สามารถตีหรือทำร้ายมันได้อีกต่อไป

แต่ไม่ว่าคุณจะคิดเช่นไร อยู่ในกลุ่มคนรักสัตว์ หรือเป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม หากเปิดใจมองกฎหมายคุ้มครองสัตว์ในครั้งนี้ ด้วยแนวคิดและมิติที่ต่างออกไป จะพบว่าท่ามกลางเสียงร้องของเจ้าตูบและเจ้าเหมียวนั้น…การคุ้มครองสัตว์อาจให้ “คุณค่า” ต่อสังคมมากกว่าที่คิด…

 

เปิดปมกฎหมายคุ้มครองสัตว์

ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Feral_cat

แต่เดิมประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันการทารุณสัตว์ โดยบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 381 และ 382 ซึ่งเป็นเพียงความผิดลหุโทษเท่านั้น (จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท) โดยจากการศึกษาพบว่าบทบัญญัติดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนมากพอที่จะคุ้มครองและป้องกันการทารุณสัตว์ได้ ขณะที่กลุ่มคนรักสัตว์เห็นว่าการลงโทษได้ผลน้อยเกินไป จึงมีการรวบรวมรายชื่อเสนอขอให้มีกฎหมายป้องกันการทารุณสัตว์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและนานาอารยประเทศ

จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ หรือชื่อเต็มว่า “พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557” โดยมีสาระสำคัญคือการคุ้มครองสัตว์มิให้ถูกทารุณกรรม และจัดสวัสดิภาพให้สัตว์มีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ที่มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 27 ธ.ค. 57 เป็นต้นมา

คำว่า “สัตว์” หมายรวมทั้งสัตว์เลี้ยงทุกชนิด ไม่ว่าจะเลี้ยงเพื่อใช้งาน ใช้เป็นพาหนะ ใช้เป็นเพื่อน หรือใช้เป็นอาหาร ไม่ว่าจะมีเจ้าของหรือไม่ก็ตาม ส่วน “การทารุณกรรม” คือการกระทำหรือการละเว้นการกระทำใดๆ ที่ทำให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ ได้รับความเจ็บปวด เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรืออาจมีผลทำให้สัตว์ตาย โดยกำหนดบทลงโทษไว้ว่า ผู้ที่ทารุณสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร ต้องโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

อย่างไรก็ดี หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ หลายคนก็เกิดคำถามค้างคาใจขึ้นมากมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ถูกหมากัด กระทืบหมาได้ไหม? ลูกถูกหมากัด พ่อตีหมา พ่อผิดหรือไม่? ฯลฯ

ในกรณีที่ถ้าสัตว์เข้ามาทำร้ายคน จะสามารถป้องกันตัวได้หรือไม่นั้น “นิวัต แก้วล้วน” เลขาธิการสภาทนายความ เคยให้สัมภาษณ์แก่เวบไซต์ไทยรัฐว่า ตาม พ.ร.บ. มาตรา 21 ( 6) นั้นสามารถทำได้ ถ้าเป็นการทำร้ายหรือฆ่าสัตว์ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของคนหรือสัตว์อื่น หรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ทรัพย์สิน แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ทำเกินกว่าเหตุ เช่น สุนัขเห่าริมถนน เรากระทืบเท้าใส่จนมันวิ่งหนีไปแล้วแต่ยังจะไปไล่ตีอีก แบบนี้ถือว่าทารุณ

 

เอฟบีไอ ยก “ทารุณสัตว์” เป็นอาชญากรรมร้ายแรงเท่า “ฆาตกรรม”

ภาพจาก http://www.rallyagainstanimalabuse.com/

ในต่างประเทศนั้นมีการศึกษาและรวบรวมสถิติที่เกี่ยวกับการทารุณสัตว์มานาน และพบความจริงที่น่าสนใจไม่น้อยว่าการออกกฏหมายเพื่อป้องกันการทารุณสัตว์นั้น ในอีกนัยยะหนึ่งมันคือการ “ป้องกันปัญหาสังคม” อีกมากมายที่อาจตามมา

โดย “เชอร์รี่ แรมเซย์” ผู้อำนวยการฝ่ายคดีความการทารุณกรรมสัตว์ แห่งองค์การส่งเสริมความมีมนุษยธรรมแห่งสหรัฐ (Humane Society of the United States) หรือ HSUS ซึ่งเป็นศูนย์พิทักษ์สัตว์ชั้นนำของโลก ได้เขียนบทความไว้ในเวบไซต์ LiveScience ว่า เมื่อเดือน ม.ค. 58 ที่ผ่านมา สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักดีในชื่อ “เอฟบีไอ” (Federal Bureau of Investigation – FBI) ได้รวมเอาการทารุณกรรมสัตว์เข้าไว้ใน National Incident – Based Reporting System (NIBRS) หรือระบบการรายงานการเกิดเหตุแห่งชาติ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฏหมายเพื่อใช้ดำเนินการเพื่อป้องกันเหตุอาชญากรรมรุนแรง

 โดยหลังจากที่ประกาศบังคับใช้ในต้นปีที่ผ่านมา รัฐบัญญัติของสหรัฐ ซึ่งเป็นกฏหมายแม่ใหญ่ของประเทศ ถือว่าการทารุณกรรมสัตว์เป็นความผิดทางอาญาที่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยจัดอยู่ในหมวดความรุนแรงระดับ “A” (Group A offense) ซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรงประเภทเดียวกับ 1. การวางเพลิง 2. การโจรกรรม และ 3. การลักพาตัวและฆาตกรรม

โดยการทารุณสัตว์ที่จัดเป็นอาชญากรรมร้ายแรงนั้นมี 4 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ การละทิ้งหน้าที่ดูแล, การทรมานโดยตั้งใจ, การทำร้ายโดยเตรียมการไว้ล่วงหน้า และการล่วงละเมิดทางเพศ โดยความผิดเหล่านี้จะถูกส่งไปยังรายงานความผิดทางอาญา (Uniform Crime Reporting) ของ FBI โดยจะถูกแยกประเภทออกมา เช่นเดียวกับความผิดร้ายแรงอื่นๆ ข้างต้น

การแยกอาชญากรรมจากการทารุณสัตว์ออกมาต่างหากเช่นนี้มีนัยยะที่สำคัญมาก แสดงให้เห็นว่า FBI ต้องการวิเคราะห์และจัดการอาชญากรรมประเภทนี้อย่างจริงจัง จากเดิมที่ระบุไว้ว่าการทารุณกรรมสัตว์เป็นเพียงอาชญากรรมประเภท “ความผิดทั่วไปอื่นๆ” ซึ่งทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย และมีการศึกษาความผิดนี้อย่างจำกัด

 

“ทารุณสัตว์” จุดเริ่มต้นความรุนแรงในครอบครัวและสังคม

ภาพจาก http://www.independent.co.uk

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจมีมูลเหตุมาจากผลการศึกษาหลายต่อหลายชิ้นที่ค้นพบว่า การกระทำรุนแรงต่อสัตว์นั้นเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ถึงอาชญากรรมรุนแรงต่อมนุษย์ที่อาจตามมาในอนาคต ซึ่ง FBI ตระหนักถึงความเชื่อมโยงนี้มานับสิบปีแล้ว

“อลัน แบรนท์ลีย์” เจ้าหน้าที่พิเศษของ FBI เปิดเผยว่า FBI เคยสัมภาษณ์ฆาตกรต่อเนื่อง 36 ราย และสอบถามถึงประวัติการกระทำทารุณสัตว์ในอดีต หลายรายยอมรับว่า “เคยฆ่าสัตว์และทรมานสัตว์” มาตั้งแต่สมัยเด็ก และมากถึง 46% ที่ยอมรับว่ายังทารุณสัตว์อยู่แม้พวกเขาจะโตเป็นหนุ่มสาวแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงมีหน่วยงานพิทักษ์สัตว์และคุ้มครองสัตว์มากมายออกมาเรียกร้องให้รวมเอาการทารุณกรรมสัตว์เข้าไว้เป็นรายงานความผิดทางอาญาของ FBI ดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการศึกษาเมืองชั้นนำทั่วสหรัฐฯ ในหลายปีที่ผ่านมา พบกว่าการทารุณสัตว์เลี้ยงเป็น 1 ใน 4 ตัวชี้วัดที่นำมาสู่ “ความรุนแรงในครอบครัว” ไม่ว่าจะเป็นการกระทำรุนแรงในครอบครัว หรือการทารุณเด็ก ผู้กระทำความรุนแรงมักจัดการและบังคับเหยื่อ (ซึ่งเป็นคนในครอบครัว) โดยเริ่มจากการข่มขู่หรือการทำร้ายสัตว์เลี้ยงของครอบครัวให้เหยื่อเห็น และจากการวิจัยพบว่าผู้หญิงมากถึง 71-83% ที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานคุ้มครองต่างๆ กล่าวว่าคู่ครองของพวกเธอนั้นมักทำร้ายหรือฆ่าสัตว์เลี้ยงของครอบครัวด้วย และยังพบอีกด้วยว่าครอบครัวที่มีปัญหาการทำร้ายร่างกายเด็ก มักมีการทารุณสัตว์ร่วมด้วยถึง 88%

นอกจากนี้ การทารุณสัตว์ในรูปแบบของการปล่อยปะละเลย ก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการไม่ดูแล, ปัญหาสภาพจิตใจ หรือปัญหายาเสพติด โดยผู้ที่บกพร่องหรือละเลยการดูแลสัตว์เลี้ยง มักมีแนวโน้มว่าจะละเลยต่อการดูแลสมาชิกในครอบครัวด้วยเช่นกัน  เช่น มีหลายกรณีที่พบว่าเด็กถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยง หรือเมื่อพบว่ามีการกักขังสัตว์ ก็มักจะพบในสถานที่ที่ไม่ถูกสุขอนามัย ซึ่งอาจนำมาสู่การเสียชีวิตของสัตว์ตามมาอีกหลายตัว รวมถึงยังส่งผลต่อสุขภาพของเด็กและผู้สูงวัยในสถานที่บริเวณนั้นด้วย

FBI เชื่อว่าการให้ความสำคัญและการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ จะช่วยลดจำนวนอาชญากรได้ส่วนหนึ่ง ในบ้านที่มีปัญหาการทารุณสัตว์มักจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาด้วยเสมอ การออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์จึงเชื่อมโยงไปยังการกระทำผิดอีกมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อชีวิตคนและทรัพย์สิน การใช้ยาเสพติด หรือพฤติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย เป็นต้น

 

ส่องกฏหมายป้องกันการทารุณสัตว์ทั่วโลก

ภาพจาก http://forcechange.com/

นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ในประเทศต่างๆ ก็มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ของตนเองและมีบทลงโทษที่แตกต่างกันไป โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เวบไซต์ One Green Planet ได้ทำการสำรวจประเทศที่ดูแลสัตว์ของตนเองอย่างดี พบว่าประเทศที่มีกฏหมายคุ้มครองสัตว์ที่เข้มงวดมากที่สุดในโลกคือ “สวิตเซอร์แลนด์” ตัวอย่างข้อกฏหมายของสวิตเซอร์แลนด์นั้นถูกใจคนรักสัตว์ไม่น้อย เช่น ห้ามเจ้าของตัดหางสุนัข และห้ามใช้สายจูงที่เป็นโซ่, แมวต้องได้เจอคนทุกวัน หากไม่ได้เจอทุกวัน เจ้าของต้องเลี้ยงมากกว่า 1 ตัว, ห้ามใช้กระดาษทรายวางที่ฐานกรงนก, ห้ามแยกลูกสัตว์ออกจากแม่จนกว่าจะมีอายุครบ 56 วัน, สัตว์สายพันธุ์ที่ต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงอย่างหนูแฮมสเตอร์ นก ปลา และวัว เจ้าของต้องเลี้ยงมากกว่า 1 ตัว, ม้าต้องไม่ถูกล่าม และต้องอยู่ใกล้กับม้าตัวอื่น โดยม้าต้องสามารถเห็น ได้ยิน หรือได้กลิ่นซึ่งกันและกัน เป็นต้น

ส่วนประเทศที่มีบทลงโทษการทารุณสัตว์ที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย ได้แก่ “ฮ่องกง” ที่มีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองสัตว์ครั้งล่าสุดในปี 2006 โดยผู้ที่ทำทารุณกรรมสัตว์ต้องถูกปรับเป็นเงิน 2 แสนเหรียญฮ่องกง (ประมาณ 840,000 บาท) และต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปี, “เยอรมัน” เพิ่มบทบัญญัติล่าสุดในรัฐธรรมนูญในปี 2002 โดยบทลงโทษต่อผู้ที่ฆ่าหรือทรมานสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควรต้องถูกจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับสูงสุด 50,000 ดอยช์มาร์ค (ประมาณ 900,000 บาท) และ “อังกฤษ” ที่มีการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองสัตว์ล่าสุดไปในปี 2004 โดยมีการห้ามให้สัตว์เป็นของรางวัล, เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีห้ามซื้อสัตว์เลี้ยง, ห้ามตัดแต่งหางสุนัข, ห้ามให้สัตว์ต่อสู้กัน, และการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้านต้องปฏิบัติตามกฏที่กำหนด เป็นต้น การทารุณสัตว์ในอังกฤษต้องโทษจำคุกไม่เกิน 51 สัปดาห์ และปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 ปอนด์ (ประมาณ 970,000 บาท)

ส่วนประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ที่มีกฏหมายคุ้มครองสัตว์และบทลงโทษที่ลดหลั่นลงมา เช่น “สิงคโปร์” ผู้กระทำทารุณสัตว์ต้องถูกปรับสูงสุด 1 หมื่นดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 240,000 บาท) หรือจำคุกสูงสุด 12 เดือน และ“ญี่ปุ่น” การฆ่าสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควรต้องถูกจำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านเยน (ประมาณ 270,000 บาท) และการทรมานสัตว์หรือละเลยการให้อาหารและน้ำโดยไม่มีเหตุอันควร ต้องถูกปรับสูงสุด 5 แสนเยน (ประมาณ 135,000 บาท) ส่วน “จีน” แม้ปัจจุบันยังไม่มีการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ แต่ก็มีกลุ่มคนรักสัตว์ออกมาเรียกร้องให้มีกฎหมายดังกล่าว โดยเสนอโทษจากการทารุณสัตว์ให้มีโทษจำคุก 2 สัปดาห์ หรือปรับเป็นเงิน 6,000 หยวน (ประมาณ 32,000 บาท) ซึ่งคาดว่าจะเห็นกฎหมายที่เป็นรูปธรรมในอีกไม่นานนี้

ภาพจาก http://www.avianwelfare.org

การคุ้มครองสัตว์เป็นเรื่องที่ได้รับความสำคัญ และเป็นวาระระดับนานาชาติมานาน หากเปิดใจมองจะพบว่าเราสามารถลดทอนวงจรแห่งความรุนแรงนี้ได้ โดยตระหนักถึงอันตรายจาก “การทารุณสัตว์” ที่อาจนำมาสู่ความรุนแรงอื่นๆ อีกมากมาย การออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์อย่างจริงจังจึงมีส่วนช่วยหยุดยั้ง ก่อนที่ความรุนแรงนั้นจะลุกลามจาก “ชีวิตสัตว์” ไปสู่ “ชีวิตคน”…

และนำไปสู่สังคมที่ปลอดภัยขึ้นได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *