Women CEO ถึงเวลา “ผู้หญิงเก่ง” ครองโลก

ภาพจาก https://usjaycees.files.wordpress.com

แม้สัดส่วนผู้บริหารหญิงในบริษัทใหญ่ๆ ของโลกอย่าง Fortune 500 companies ยังมีไม่มากนัก มีเพียง 23 บริษัทจาก 500 บริษัทที่มี “ซีอีโอหญิง” แต่ก็นับว่าเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก (เดิมมีแค่ 1 ใน 500!) ปัจจุบันโลกเรามีผู้หญิงเก่งเพิ่มขึ้นมากมาย แต่จะมีพื้นที่ให้ “ผู้หญิง” ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” ได้มากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องที่น่าติดตาม…

 

รู้หรือไม่ว่า “ซีอีโอหญิง” มีน้อยแค่ไหน?

            แม้ว่าการเป็น “ซีอีโอหญิง” สำหรับหลายๆ คนอาจเป็นเรื่องที่ฟังดูเป็นไปได้ยากหรือมีน้อยมาก แต่สิ่งที่น่าแปลกคือพวกเธอได้รับการนำเสนอตามสื่อต่างๆ จนเราทุกคนเริ่มเชื่อว่าการมีผู้บริหารหญิงนั้นเป็นเรื่องปกติ

ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา จากผลการสำรวจชื่อ The Female CEO Reputation Premium? Differences & Similarities” ที่จัดทำโดยที่บริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ชื่อดังของโลกอย่าง “เวเบอร์ แชนด์วิค” ที่ได้สำรวจผู้บริหารระดับสูง (C-suite) จำนวน 1,700 รายทั่วโลก ผลสำรวจออกมาว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ประเมินว่ามี “ซีอีโอหญิง” จำนวนมากกว่าที่เป็นจริง

โดยผู้บริหารส่วนใหญ่ประเมินว่ามีบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกถึงประมาณ 23% ที่มีผู้นำองค์กรเป็นหญิง แต่ทว่าในความเป็นจริง บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในดัชนี S&P500 นั้นมี “ซีอีโอหญิง” เพียง 23 บริษัท จาก 500 บริษัท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถึง 5% เลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกันกับการจัดอันดับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลกใน Fortune 500 ล่าสุดในปีนี้ ก็พบว่ามีผู้นำหญิงเพียง 23 บริษัท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มี 24 บริษัท และผลสำรวจยังรายงานอีกว่า ค่าเฉลี่ยของบริษัททั่วโลกที่มีรายได้เกิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นั้นมีเพียง 8% เท่านั้นที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำองค์กร

ภาพจาก www.businessinsider.com

และหากเราลองค้นหาคำว่า “CEO” ใน Google Image ก็แทบจะไม่เจอภาพผู้บริหารหญิง และภาพผู้หญิงคนแรกๆ ที่เจอกลับเป็นภาพของตุ๊กตาบาร์บี้เวอร์ชั่น “CEO Barbie” ซึ่งไม่ใช่ความผิดของ Google ที่ใช้หลักในการค้นหาโดยสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่แพร่หลาย เพราะส่วนใหญ่ของภาพอันดับต้นๆ ที่ระบุว่าเป็น CEO ของเว็บไซต์ยอดนิยมทั้งหลายนั้นก็มักเป็นภาพของผู้ชายผิวขาว แต่มันก็เป็นข้อบ่งชี้ได้ดีว่าผู้หญิงนั้นมักไม่ถูกนำเสนอขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร

จากการสำรวจที่ขัดแย้งต่อความเป็นจริงนี้อาจสะท้อนให้เห็นว่า สื่อมวลแขนงต่างๆ ทั่วโลกนั้นให้ความสนใจและยึดติดการนำเสนอข่าวซีอีโอหญิงมากเกินไป โดย “เลสลี่ เกนส์ รอส จากเวเบอร์ แชนด์วิค กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “มีการนำเสนอข่าวของซีอีโอหญิงอย่างมาก ซีอีโอหญิงเข้าไปบริหารอุตสาหกรรมยากๆ มากมาย และทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่งนั่นเองทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าสัดส่วนผู้บริหารหญิงนั้นมีมากกว่าความเป็นจริง

 

เผยโฉม “ผู้หญิงแถวหน้า” ของโลก

Angela Merkel (ภาพจาก www.facebook.com/AngelaMerkel)

หากเอ่ยถึงชื่อของสุภาพสตรีที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้หญิงแถวหน้าของโลกนั้น เราอาจหยิบยกได้หลายตัวอย่างด้วยกัน เริ่มจาก “อังเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งเยอรมัน เธอได้รับการจัดอันดับให้เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของโลก จากการจัดอันดับโดยฟอร์บส์มาอย่างต่อเนื่องนับสิบปีรวมถึงครั้งล่าสุดในปี 2015 จากปฏิภาณไหวพริบที่มักทำให้ทุกคนทึ่งได้เสมอ และเธอยังเป็นคนประเภท “นักบุกเบิก” ตัวยง ชะตาชีวิตจากอดีตนักวิจัยวิทยาศาสตร์ พลิกผันมาสู่การขึ้นเป็นสตรีคนแรกที่ได้บริหารประเทศเยอรมัน และในปลายปีที่ผ่านมาเธอลงสมัครรับเลือกตั้งและกลับมาบริหารประเทศอีกเป็นสมัยที่ 4 ท่ามกลางโพลที่ตอบรับอย่างท่วมท้นจากคนเยอรมัน ที่ส่วนใหญ่ยังต้องการให้เธออยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

ผลงานของเธอยังรวมถึงความพยายามในการรักษาสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลก ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และในช่วงที่กรีซเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงกลางปีที่ผ่านมา เธอยังเป็นหนึ่งในผู้นำที่ร่วมหารือกันเพื่อหาวิธีไม่ให้ประเทศกรีซต้องประสบกับภาวะล้มละลาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจยุโรป จากผลงานสำคัญๆ ของเธอทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมาจึงเชื่อว่าจะทำให้เธอรักษาแชมป์ “สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก” ในปีหน้าได้อีกเช่นกัน

Hillary Clinton (ภาพจาก https://www.hillaryclinton.com)

ผู้หญิงแถวหน้าของโลกอีกรายจากสายการเมือง คือ “ฮิลลารี คลินตัน” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา และว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตที่โดดเด่นและน่าจับตามองมากที่สุดในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในปีหน้านี้ เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และเธอวาดหวังว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ เช่นกัน

และหากจะกล่าวถึงหญิงเก่งในแวดวงการเงินโลก ต้องยกให้ “เจเน็ต เยลเลน” สุภาพสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แทน “เบน เบอร์นันเก้” ที่หมดวาระลง เยลเลนเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการเฟดในช่วงปี 2520-2521 โดยเฉพาะในเรื่องเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จากนั้น “บิล คลินตัน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้นได้เสนอชื่อเธอเป็นคณะกรรมการเฟด และแต่งตั้งเธอเป็นประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจในปี 2540 ต่อมาในปี 2547-2553 เธอดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ก่อนจะรับตำแหน่งรองประธานเฟดในปี 2553 และขึ้นเป็นประธานเฟดในปีที่ผ่านมา ซึ่งทันทีที่ “เยลเลน” ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของเฟด เธอก็ประกาศลดขนาดการซื้อพันธบัตรมูลค่ามหาศาล (QE) ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานคนก่อน ถึงแม้ว่าช่วงที่เธอรับตำแหน่งใหม่จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเปราะบางมาก แต่เธอก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถด้วยความชำนาญและความมั่นใจ และทำให้เธอได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากจากการบริหารจัดการมาตรการต่างๆ ได้อย่างดีโดยไม่ทำให้นักลงทุนวิตก

Janet Yellen (ภาพจาก www.time.com)

ส่วนผู้หญิงแถวหน้าในโลกธุรกิจ ต้องมีชื่อของ “มาริสสา เมเยอร์” ซีอีโอของยาฮู ที่ได้รับการโปรดปรานในหมู่สื่อธุรกิจเป็นอย่างมากและได้รับการเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเธอยังเป็นซีอีโอที่มีอายุน้อยที่สุดใน Fortune 500 ในวัยเพียง 40 กะรัตเศษๆ และยังเป็นซีโอหญิงที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกในปีที่ผ่านมา รวมถึงชื่อของ “แมรี บาร์รา” ซีอีโอของจีเอ็ม บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกคืออีกตัวอย่างที่ดี จีเอ็มเป็นบริษัทขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ใน Fortune 500 ซึ่งเป็นอันดับสูงที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีซีอีโอหญิงมา บาร์รานำการเปลี่ยนแปลงมาสู่จีเอ็มและนำพาทีมให้รอดพ้นจากหายนะในช่วงที่สหรัฐฯ เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ เธอเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงเพียงไม่กี่รายที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับโลก

สอดคล้องกับผลสำรวจจาก เวเบอร์ แชนด์วิค ที่พบว่า บริษัทต่างๆ มักเลือกผู้หญิงเข้ามาบริหารองค์กรในช่วงวิกฤติ หรือเลือกผู้หญิงเข้ามาสร้างการ “เทิร์นอะราวด์” ให้องค์กร ดังนั้น หากเรารวมเอาประเด็นทั้ง “ซีอีโอหญิง” ที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ผนวกรวมกับเรื่องราวอันน่าสนใจขององค์กรที่กำลังเทิร์นอะราวด์ ก็อาจเป็นไปได้ว่านี่คือสาเหตุที่ข่าวของผู้บริหารหญิงนั้นมักได้รับการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ มากกว่า

ทั้งนี้ ผู้ร่วมการสำรวจค่อนข้างเชื่อมั่นว่าแนวโน้มผู้บริหารหญิงจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยภายใน 10 ปีจากนี้ ผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจคาดว่าจะมีสัดส่วนซีอีโอหญิงเพิ่มขึ้นเป็น 30% และเชื่อว่าเด็กหญิงที่เกิดในยุคนี้จะมีอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้น และยังมีโอกาสเป็นซีอีโอเท่าๆ กับผู้ชายอีกด้วย

เกนส์ รอส กล่าวว่า การที่ผู้บริหารทั่วโลกที่ร่วมการสำรวจครั้งนี้มีความเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับจำนวนซีอีโอหญิง แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันโลกเรายอมรับบทบาทของผู้บริหารหญิงได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่จริงยังมีผู้หญิงอีกมหาศาลที่ไม่ได้เป็นซีอีโอ โดยปัจจุบันตัวเลขสัดส่วนของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่เป็นหญิงนั้นอยู่ที่ประมาณ 15% และสัดส่วนของหัวหน้าหรือผู้จัดการที่เป็นหญิงนั้นอยู่ที่ประมาณ 51%

 

ส่องเทรนด์ “ผู้บริหารหญิง” ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้บริหารหญิงนั้นมีนัยยะที่ค่อนข้างแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค โดยเมื่อต้นปี “แกรนท์ ธอนตัน” ได้เผยผลกำรสำรวจประจำปีเกี่ยวกับผู้หญิงในฐานะผู้บริหารทั่วโลก พบว่าสัดส่วนของผู้บริหารหญิงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ในขณะที่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว สัดส่วนของผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงยังไม่มีความคืบหน้าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนตลาดเกิดใหม่มีสัดส่วนของผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงลดลงอย่างมาก โดยอาจได้รับผลจากการผลักดันการพัฒนาเข้าสู่สังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ซึ่งอ้างอิงจากรายงาน Women in business: the path to leadership”

ภาพจาก http://areaofentrepreneurs.com

ผลสำรวจพบว่าตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งอยู่ที่ 22% ซึ่งมีจำนวนสูงขึ้นเล็กน้อยจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่อยู่ที่ 19% แต่ลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 24% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีพัฒนาการในเรื่องนี้เท่านัก โดยประเทศที่มีสัดส่วนผู้บริหารหญิงมากที่สุดในโลกคือรัสเซีย ที่มีผู้หญิงอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงถึง 40% ส่วนประเทศที่มีผู้บริหารหญิงน้อยที่สุดในโลกคือ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีผู้หญิงอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเพียง 8%

แต่ก็นับว่ายังมีพัฒนาการบ้างเล็กน้อย นั่นคือภูมิภาคยุโรปโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนผู้บริหารหญิงในปัจจุบันอยู่ที่ 26% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยประเทศฝรั่งเศส (33%) สวีเดน (28%) และกรีซ (27%)

อย่างไรก็ตาม อาจฟังดูน่าเศร้าสำหรับหญิงเอเชีย ที่พบว่าสัดส่วนของตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหญิงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกลดลงมาอยู่ที่เพียง 20% ซึ่งต่ำกว่าทั้งค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 22% และค่ำเฉลี่ยระยะยาวของภูมิภาคที่เคยอยู่ที่ 24% ในขณะเดียวกัน ตัวเลขในประเทศแถบละตินอเมริกาลดลงอยู่ที่ 18% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในประวัติการเช่นกัน

จะเห็นว่าความผันผวนของสัดส่วนผู้บริหารหญิงนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่มีจำนวนผู้นำหญิงลดลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขในประเทศจีนลดลงอยู่ที่ 25% (จากเดิม 32%) ส่วนประเทศไทยบ้านเราอยู่ที่ 27% (จากเดิม 37%) มาเลเซียอยู่ที่ 22% (จากเดิม 27%) อินโดนีเซียอยู่ที่ 20% (จากเดิม 31%) ส่วนอินเดียอยู่ที่ 15% และญี่ปุ่นอยู่ในอันดับท้ายสุดในการจัดอันดับทั่วโลก โดยมีสัดส่วนผู้บริหารหญิงเพียง 8%

“จุฬาภรณ์ นำชัยศิริ” กรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจการเงินของแกรนท์ ธอนตัน ในประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศญี่ปุ่นและอินเดียอาจมีระดับของการพัฒนาที่แตกต่างกันมาก แต่สองประเทศนี้มีลักษณะทางวัฒนธรรมบางอย่างที่เหมือนกัน อาทิ มีระบบการปกครองโดยลำดับขั้นอย่างเข้มงวด และเป็นสังคมที่มีผู้ชายเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นอุปสรรคขวางกั้นผู้หญิงจากการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในโลกธุรกิจ

เธอยังบอกอีกว่า กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียแปซิฟิกเคยได้รับประโยชน์จากการฝากฝังบุตรหลาน หรือให้เครือญาติช่วยดูแล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำ และช่วยส่งเสริมให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเข้าสู่สังคมเมืองที่กระจายตัวในวงกว้างเริ่มที่จะกัดกร่อนระบบดังกล่าว ทั้งยังเสริมสร้างความทะเยอทะยานและเพิ่มโอกาสทางหน้าที่การงานให้กับผู้หญิง ซึ่งหมายความว่าผู้หญิงจำนวนมากเลือกที่จะมีบุตรเมื่ออายุมากขึ้น หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่มีบุตรเลย

“เราเคยได้ยินเรื่องของความเสมอภาคทางเพศมานานแล้ว แต่มีผู้คนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ทำเช่นนั้นได้จริง ดังนั้น นอกเหนือจากการให้กำลังใจเรื่องโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนแล้ว การที่ผู้บริหารระดับสูงมีการผสมผสานทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ ลองคิดดูว่าหากธุรกิจใช้ประโยชน์จากเพียงครึ่งหนึ่งของบุคลากรที่มีประสิทธิภาพที่สุด เท่ากับว่าโอกาสในการเติบโตย่อมถูกลดทอนลงในทันที”

โดยแกรนท์ ธอนตัน แนะนำว่า การเพิ่มจำนวนผู้บริหารหญิงนั้นจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรัฐบาล สังคม และที่สำคัญคือตัวผู้หญิงเองอีกด้วย

“สังคมควรปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตามวิถีที่เราใช้ชีวิตและทำงาน ยกตัวอย่างความคิดที่ว่า การมองผู้ชายที่ไม่ทำงานและอยู่บ้านเพื่อดูแลครอบครัวว่าเป็นเรื่องไม่ดีจะต้องสิ้นสุดลง ส่วนรัฐบาลก็สามารถให้การสนับสนุนด้วยการอนุมัติให้ผู้ปกครองลาหยุดร่วมกันได้ รวมถึงสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้หญิงมีความก้าวหน้าในการทำงานได้มากขึ้น อาทิเช่น การกำหนดโควต้าตำแหน่งบอร์ดผู้บริหารให้แก่ผู้หญิง เป็นต้น ส่วนผู้หญิงเองก็ต้องทำงานที่ท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม เอาตัวเองออกจาก comfort zone เพื่อพิสูจน์ความสามารถ และพยายามลดความลำเอียงทางเพศในที่ทำงาน” จุฬาภรณ์กล่าว

           เราอาจได้ข้อสรุปว่า ปัญหาของผู้บริหารหญิงในศตวรรษที่ 21 ก็คือ พวกเธอยังคงต้องทำหลายอย่างเพื่อ “พิสูจน์ตัวเอง” มากกว่าผู้ชาย ซึ่งอาจมาจากสมมติฐานเดิมของโลกเราที่ไม่เคยคาดหวังให้ผู้หญิงทำได้เหมือนผู้ชาย แม้ผู้หญิงบางคนอาจทำได้ก็ตาม โลกเรายังคงมองว่าผู้ชายมีความสามารถมากกว่า ทำให้ผู้หญิงที่อยากประสบความสำเร็จต้องทุ่มเทอย่างหนักและทำให้ได้เกินมาตรฐานของผู้ชาย เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าพวกเธอมีความสามารถที่จะเป็น “ผู้นำ” ได้…

 

 

 

Comments

comments

One Comment

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *