The Freelance World

ภาพจาก http://www.fastcompany.com

 

หลังจาก “ฟรีแลนซ์” ภาพยนตร์ไทยชื่อดังเข้าฉายไปในปลายปีที่ผ่านมา ได้สร้างกระแสความสนใจต่ออาชีพนี้มากขึ้น ลองมาดูกันว่าเทรนด์ของอาชีพนี้เป็นอย่างไร เหตุใดจึงมีผู้บอกลาการเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เข้ามาสู่โลกของ “ฟรีแลนซ์” มากขึ้น…

เมื่อเร็วๆ นี้ เวบไซต์ CloudPeeps ซึ่งเป็นบริษัท Startup ในสหรัฐฯ ที่ให้บริการแพล็ตฟอร์มสำหรับการเชื่อมโยง “ฟรีแลนซ์” หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ และธุรกิจที่มองหาฟรีแลนซ์เข้าด้วยกัน โดยเรียกตัวเองว่าเป็น Community of expert freelancers ได้ทำการสำรวจผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้ และพบ 10 แนวโน้มที่น่าสนใจของอาชีพฟรีแลนซ์ในอนาคต ที่กำลังเติบโตและมีบทบาทสำคัญอย่างมากในโลกเศรษฐกิจ

1. “ฟรีแลนซ์” จะกลายเป็นแรงงานกลุ่มสำคัญ ภายในปี 2020 แรงงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาจะมีสัดส่วนของ “คนทำงานอิสระ” หรือฟรีแลนซ์ มากถึง 40% จากปัจจุบันที่มีฟรีแลนซ์ประมาณ 53 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราวๆ 34% ของคนทำงานชาวอเมริกันทั้งหมด ในอนาคตบรรดามนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์ออฟฟิศจะบอกลาองค์กรที่มีความมั่นคงเพื่อออกมาทำงานอิสระ ตามตารางชีวิตที่จัดได้เอง และลูกค้าที่พวกเขาอยากทำงานให้

แต่พวกเขาไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่มองหางาน “ฟรีแลนซ์” จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ หรือ U.S. Bureau of Labor Statistics ระบุว่ามีแรงงานชาวอเมริกันมากกว่า 20 ล้านคนที่ทำงานน้อยกว่าสัปดาห์และ 35 ชั่วโมงเพื่อเอาเวลาไปทำ “กิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเงิน” โดย 2 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้มีข้อจำกัดด้านครอบครัว บางคนเลือกที่จะเรียนต่อ หรือบางคนก็เลือกที่จะทำงานแบบ “กึ่งเกษียณ” โดยอีก 6 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 เป็นกลุ่มคนเจนวายหรือที่เรียกว่า “มิลเลียนเนียล” ที่เลือกที่จะอำลาวงการออฟฟิศแบบเดิมๆ ที่พ่อแม่อยากให้ทำ เพื่อไปตามความฝันของตัวเอง เช่น ทำของเล่น ไปเป็นอาสาสมัคร หรือออกไปท่องเที่ยวในโลกกว้าง โดยกลุ่มเจนวายเป็นแรงงานกลุ่มหลักที่มีสัดส่วนมากถึง 44% และคนกลุ่มนี้เองที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการอาชีพในวันข้างหน้า

“ความยืดหยุ่น” เป็นสิ่งที่คนกลุ่มเจนวายเหล่านี้ต้องการมากที่สุดในการทำงาน (19%) รองลงมาจากต้องการการฝึกฝนและการพัฒนาในงาน (22%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอยากเรียนรู้ เติบโต และก้าวหน้า ซึ่งดูเหมือนอาชีพ “ฟรีแลนซ์” จะเป็นทางลัดให้พวกเขาไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่า โดยคาดว่าในปี 2016 เราจะเห็นคนกลุ่มนี้หันไปเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจาก “สิ่งที่ฝันอยากทำ” ให้กลายเป็นธุรกิจและมีรายได้จริงขึ้นมา

2. บริษัทใหญ่ๆ จะเริ่มหันมาจ้างฟรีแลนซ์ Bloomberg Business ได้รายงานว่า “ชวนซี เลนนอน” ผู้ดูแลบุคลากรแห่งเจพี มอร์แกน กล่าวไว้ว่า “ในอดีตเรื่องพนักงานนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องของบริษัท แต่พนักงานในอนาคตจะเป็นเรื่องของคนล้วนๆ หากเราไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมได้ ก็อาจส่งผลเสียยิ่งใหญ่ต่อธุรกิจ”

หากบริษัทใหญ่ๆ ต้องการมองหาคนสุดยอดคนเก่งแห่งอนาคต บริษัทเหล่านั้นอาจต้องเปิดกว้างมองหาคนที่เป็นฟรีแลนซ์ด้วย เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่ๆ หรือแม้แต่คนกลุ่มเจนเอ็กซ์ (Gen-X) ที่ไม่ยึดติดกับการทำงานบริษัทมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่เองยังทำให้บริษัทสามารถโฟกัสไปที่ผลลัพธ์ได้มากกว่า และหันมาจ้างฟรีแลนซ์สำหรับการบริหารโครงการเฉพาะที่มีความพิเศษ ซึ่งทำให้งานเดินไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากมองในแง่เศรษฐกิจแล้ว ยังหมายถึงผู้ที่เป็นฟรีแลนซ์จะมีงานมากขึ้นและได้รับโอกาสที่ดีมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นตามไปด้วย

3. เมื่อฟรีแลนซ์เป็นที่ต้องการมากขึ้น รายได้ก็สูงขึ้นตามไปด้วย ความท้าทายใหญ่ที่สุดของฟรีแลนซ์ในวันนี้ คือการหางานให้ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจของเวบไซต์ Contently ซึ่งเป็น Startup จากนิวยอร์กที่เป็นแหล่งรวมของฟรีแลนซ์ทั่วสหรัฐฯ พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อปีของฟรีแลนซ์แบบ full-time ที่ตอบแบบสำรวจจะอยู่ที่ 20,001 – 30,000 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ รายได้เฉลี่ยต่อปีของแรงงานทั่วสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 47,230 เหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรายได้ของอาชีพฟรีแลนซ์นั้นกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าฟรีแลนซ์หลายรายที่ตอบแบบสำรวจจะมีรายได้ไม่สูงมากนัก แต่ฟรีแลนซ์ถึง 65% บอกว่าชีวิตการเป็นฟรีแลนซ์ของพวกเขาดีขึ้นในปีที่ผ่านมา และอีก 38% บอกว่าพวกเขาคาดว่าการเป็นฟรีแลนซ์หรือการประกอบอาชีพอิสระจะทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในระยะ 10 ปีข้างหน้านี้

เมื่อมีโอกาสสำหรับเหล่าบรรดาฟรีแลนซ์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความต้องการฟรีแลนซ์ระดับ “หัวกะทิ” หรือมือทองของวงการ โดย Cloudpeeps คาดว่าต่อไปค่าตัวของฟรีแลนซ์จะสูงขึ้น และมากจนทำให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ในแบบที่ต้องการ

4. บริษัทใหม่ใช้ “ฟรีแลนซ์” ทำงาน ดันธุรกิจเติบโต บริษัทเกิดใหม่หรือ Startup มักโฟกัสในการหาสินค้าที่เหมาะกับตลาด การเติบโตและการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจน้องใหม่เหล่านี้ต้องการหา Top Talent มาร่วมงาน ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาความคล่องตัวของธุรกิจด้วย การจ้างฟรีแลนซ์ที่มีประสบการณ์และมีความหลากหลายทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถลองกลยุทธ์หลายๆ แบบ สำหรับเนื้องานแบบต่างๆ เพื่อดูว่าวิธีใดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วที่สุด โดยอาจโตเป็นส่วนๆ ด้วยการสร้างทีละโปรเจ็คโดยที่ไม่ต้องมีพันธะผูกพันในระยะยาว

แน่นอนว่าวิธีนี้ยังช่วยธุรกิจ “ประหยัด” ได้ด้วย โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ บริษัทนายจ้างมีต้นทุนต่อพนักงาน 1 คนอยู่ที่ 29.71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อชั่วโมง โดยในจำนวนนี้ 70% เป็นค่าแรง และอีก 30% เป็นสวัสดิการพนักงาน แต่เพราะฟรีแลนซ์นั้นเป็นนายจ้างตัวเอง บริษัทจึงสามารถประหยัดเงินส่วน 30% หลังได้ทันที ในทางกลับกัน สำหรับฟรีแลนซ์ การทำงานให้บริษัทใหม่ ยังเป็นโอกาสให้พวกเขาได้ฝึกพัฒนาทักษะและเรียนรู้ รวมถึงสร้างสายป่านและคอนเนคชั่นของตนเองให้ยาวออกไป

5. เราจะเห็นการแจ้งเกิดของนักการตลาดที่ “ครบเครื่อง” เมื่อบริษัทน้องใหม่ต่างหันมาจ้างฟรีแลนซ์มากขึ้น เพื่อทดสอบกลยุทธ์และวิธีทำธุรกิจของตน ธุรกิจเหล่านี้จะมองหาคนที่มีความรู้กว้างๆ ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับการตลาด เช่น การสร้าง Community การดูแล Content และการทำ PR

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพูดถึงเรื่องการตลาด เจ้าของบริษัทมักจะมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่หลายครั้งที่พวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พวกเขาต้องการใครสักคนที่เข้ามาให้คำแนะนำถึงกลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซี่งใครสักคนที่ว่าก็คือคนที่มีประสบการณ์ด้านการตลาด การจ้างคนเพียงคนเดียวที่รู้ขั้นตอนการจัดแถลงข่าว ทำจดหมายข่าว และสร้างฐานผู้ติดตามทางโซเชียลมีเดียนั้นเป็นวิธีที่ง่ายกว่าและประหยัดกว่าการจ้างคน 3 คนมาทำ 3 หน้าที่นี้ ต่อไปเราจึงจะเห็นบริษัทต่างๆ ที่มองหานักการตลาดที่ครบเครื่องมากขึ้น ซึ่งมีฟรีแลนซ์จำนวนมากที่เข้าข่ายที่ว่า

6. ต่อไปจะมีคน “ทำงานที่บ้าน” มากขึ้น เมื่อก่อนนั้นเป็นเรื่องปกติที่ฟรีแลนซ์จะต้องมาทำงานที่ออฟฟิศหรือไซต์งานของลูกค้า แต่ต่อไปนี้ภาพดังกล่าวจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ปัจจุบันนี้แม้แต่ “พนักงานประจำ” ก็หันมาทำงานจากที่บ้านมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “Remote worker” โดยตัวเลขของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านอย่างน้อย 1 วันต่อเดือนนั้นเพิ่มขึ้นถึง 300% ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

ภายในปี 2020 แรงงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาจะมีสัดส่วนของ “คนทำงานอิสระ” หรือฟรีแลนซ์ มากถึง 40% จากปัจจุบันที่มีฟรีแลนซ์ประมาณ 53 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราวๆ 34% ของคนทำงานชาวอเมริกันทั้งหมด (ภาพจาก http://www.bloomberg.com)

หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานผลการสำรวจ American Community Survey พบว่าในปี 2014 ที่ผ่านมา จำนวนคนอเมริกันที่เป็น Remote worker นั้นมีถึง 3.2 ล้านคน และการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้นถึง 79% นับจากปี 2005 ถึงปี 2012 นอกจากนี้ จากข้อมูลของการสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ในปี 2013 ก็พบว่ามีชาวอเมริกันที่ทำงานจากที่บ้านแทนการทำงานออฟฟิศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนในแทบทุกกลุ่มอาชีพ

เมื่อบริษัทต่างๆ เลือกที่จะจ้างฟรีแลนซ์มากขึ้น ต่อไปออฟฟิศต่างๆ ก็จะมีการทำงานในรูปแบบ Remote มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ฟรีแลนซ์ใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่นได้ตามที่ต้องการ ประหยัดเวลาจากการเดินทาง และลดเรื่องการเมืองและเรื่องหยุมหยิมในที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดงบให้แก่ฝั่งนายจ้างอีกด้วย โดยมีหากบริษัทหันมาใช้นโยบายทำงานจากที่บ้านเต็มรูปแบบ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับสำนักงานลงได้มากถึง 10,000 เหรียญฯ ต่อพนักงาน 1 คนต่อปี หรือหากเป็นบริษัทเล็กๆ ก็สามารถนำเงินที่ประหยัดได้จากส่วนนี้ไปใช้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือการทำการตลาดอื่นๆ

7. ฟรีแลนซ์จะเป็นอาชีพที่สามารถ “ปักหลัก” ได้ในระยะยาว จากผลสำรวจของ Contently ผู้ตอบมากกว่าสองในสาม (67%) บอกว่าพวกเขามีแผนที่จะทำอาชีพฟรีแลนซ์ไปอีกอย่างน้อย 10 ปีหรือมากกว่า โดย Contently ระบุว่าผลสำรวจที่ได้ แสดงให้เห็นว่าฟรีแลนซ์ไม่ต้องรับงานชั่วคราวเพื่อปูทางไปสู่งานประจำในอนาคตอีกต่อไป และอาจทำให้งานของมนุษย์ออฟฟิศลดจำนวนลง โดยอาชีพฟรีแลนซ์กำลังลบภาพการเป็น “ตัวเลือกรองๆ” ของการเติบโตในหน้าที่การงาน และต่อไปจะมีฟรีแลนซ์เก่งๆ ครีเอทีฟเก่งๆ เข้ามาสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายให้แก่ผู้จ้างงานที่เป็นผู้ตีพิมพ์ ผู้ทำตลาด ผู้สร้างแบรนด์ และใครก็ตามที่พร้อมจะจ่ายผลตอบแทนที่ยุติธรรมให้แก่พวกเขา โดยมีคนที่ออกจากงานประจำเพื่อไปทำฟรีแลนซ์อย่างเต็มตัวจำนวนมาก ในอนาคตอาชีพฟรีแลนซ์จึงจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ

ภาพจาก blog.basepoint.co.uk

8. บริษัทต่างๆ จะเริ่มให้ “สวัสดิการ” แก่ฟรีแลนซ์ ปัจจุบันหน่วยงานอย่าง Freelancers Union (แปลเท่ๆ ว่า “สหภาพฟรีแลนซ์”) และ Oscar กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในเรื่องนี้ และบริษัทประกันรายใหญ่ๆ และรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็เริ่มสำรวจสวัสดิการที่จำเป็นของผู้ประกอบอาชีพฟรีแลนซ์แล้ว โดยปัจจุบันฟรีแลนซ์นั้นมีเครื่องมือและเทคโนโลยีมากมาย ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นและทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และในปี 2016 จะเริ่มเห็นบริษัทต่างๆ สรรหาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ให้แก่คนที่ออกมาตามหาความฝันด้วยการเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวมากขึ้น โดยจะเน้นไปที่ประกันชีวิตและสุขภาพ, การจัดสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work/life balance) การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพ และการท่องเที่ยว

9. ฟรีแลนซ์จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อชาวฟรีแลนซ์ด้วยกัน เวบไซต์อย่าง CloudPeeps เกิดขึ้นมาเพราะผู้ก่อตั้งเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายฟรีแลนซ์และบริษัทต่างๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากฟรีแลนซ์ คนที่เข้ามาอาจมีทั้งผู้ที่มองหาลู่ทางและประสบการณ์ในการเป็นฟรีแลนซ์ หรือมีทั้งผู้ที่ต้องการจ้างงานจากฟรีแลนซ์ เครือข่ายอย่าง CloudPeeps จึงถือกำเนิดขึ้นมาจากความต้องการของทั้งสองฝั่ง

CloudPeeps ยกตัวอย่างฟรีแลนซ์รายหนึ่งที่ชื่อ “พอล จาร์วิส” ผู้ที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน ทั้งหนังสือ บทความ หลักสูตร จดหมายข่าว เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมวงการฟรีแลนซ์ด้วยกัน โดยอิงจากปัญหาที่เขาเคยเจอมา และนำมาต่อยอดเป็นบริการทางเลือกที่เข้ามาช่วยการทำงานของฟรีแลนซ์ โดยต่อไปหากจำนวนฟรีแลนซ์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เราก็จะเห็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เพื่อเป็นการช่วยฟรีแลนซ์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

10. นักการเมืองจะถูกกดดัน ให้หันมาให้ความสำคัญกับฟรีแลนซ์มากขึ้น จากแรงงานฟรีแลนซ์ทั่วสหรัฐฯ ที่มีจำนวน 53 ล้านราย ซึ่งเป็นจำนวนมากเท่ากับชาวอเมริกันเชื้อสายลาตินทั้งหมด (ราว 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันรับงานฟรีแลนซ์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง) ประเด็นของฟรีแลนซ์จึงกลายเป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในเวลานี้ ด้วยรายได้ของฟรีแลนซ์ที่คิดเป็นเม็ดเงินสูงถึง 715,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งมากกว่ารายได้ของ Facebook, Walmart, Amazon, Starbucks และ McDonald ทั้งหมดรวมกัน

ฟรีแลนซ์กลายเป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในเวลานี้ ด้วยรายได้ของฟรีแลนซ์ที่คิดเป็นเม็ดเงินสูงถึง 715,000 ล้านเหรียญฯ ต่อปี(ภาพจาก http://siambranding.com)

 

ฟรีแลนซ์ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปซึ่งเป็นกลุ่มที่นักการเมืองให้ความสำคัญ หากแต่ฟรีแลนซ์กำลังเป็นกลุ่มแรงงานที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มหันมาให้ความสนใจต่อสหภาพแรงงาน ซึ่งถึงแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง หากแต่ฟรีแลนซ์ก็เป็นกลุ่มแรงงานที่นักการเมืองต้องหันมาให้ความสำคัญ และดูว่าพวกเขาต้องการอะไร เพื่อเรียกคะแนนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในปี 2016 หรือหากไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจต้องสูญเสียคะแนนนิยมจากฟรีแลนซ์ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่แข็งแกร่ง

            เศรษฐกิจในแบบฉบับฟรีแลนซ์กำลังเติบโตและทวีความแข็งแกร่ง ปี 2016 จะเป็นปีที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่ถูกพัฒนาขึ้นมา และมีนโยบายต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของฟรีแลนซ์ ซึ่งแม้อาจเป็นงานที่ยาก แต่ท้ายที่สุดมันก็จะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าสำหรับทุกฝ่าย ทั้งฟรีแลนซ์ ทั้งบริษัท และตลาดแรงงานทั้งหมดในอนาคต…

 

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *