เศรษฐกิจพอเพียง…หนทางสู่ธุรกิจยั่งยืน

 

 

ดิฉันขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ด้วยการน้อมนำเอาศาสตร์ของพระราชา ได้แก่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาให้คุณผู้อ่านได้ร่วมกันน้อมนำและนำไปประยุกต์ใช้ค่ะ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่มาของนิยาม3ห่วง2เงื่อนไข ที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ประกอบด้วยความ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บนเงื่อนไข ความรู้ และ คุณธรรม

3ห่วง ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง คือทางสายกลาง ประกอบไปด้วย ห่วงแรกคือ พอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณห่วงที่ 2 คือ มีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบห่วงที่ 3 คือมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

ส่วน2เงื่อนไข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ เงื่อนไขที่1 เงื่อนไขความรู้ คือ มีความรอบรู้เกี่ยวกับ วิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ คุณธรรมประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

เงื่อนไขที่2 เงื่อนไขคุณธรรม คือ มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

เป้าหมายของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการสามารถพึ่งตนเองได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน โดยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง สามารถทำได้ในทุกระดับ เริ่มต้นได้จากตนเอง ครอบครัว องค์กร ชุมชน สังคม ไปจนถึงประเทศชาติ

ดิฉันขอหยิบยกเนื้อหาส่วนหนึ่งในงานสัมมนา ที่ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุลกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวปาฐกถาไว้ในงานสัมมนาธุรกิจยั่งยืนด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตอนธุรกิจยั่งยืน ยุค4.0ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิมั่นพัฒนาร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในเดือนที่ผ่านมา

ดร. ประสาร กล่าวว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามความท้าทาย (Survive) ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ และบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จนสามารถพึ่งตนเองได้ (Sufficient) และพัฒนาธุรกิจให้มีความก้าวหน้า และเกิดความยั่งยืน (Sustainable) ได้ในที่สุด

ซึ่งการก้าวสู่การเป็นธุรกิจยั่งยืนนั้นSMEsสามารถประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจได้ เพราะอันที่จริงแล้ว หลักการนี้ ไม่ได้ขัดกับการแสวงหากำไร หากแต่เน้นให้คำนึงถึงความยั่งยืนหรืออีกนัยหนึ่งคือกำไรในระยะยาวมากกว่าแค่ผลประโยชน์ในระยะสั้น เน้นการทำกำไรที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย เตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพลวัตของเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง ด้วยการดำเนินธุรกิจที่เป็นไปอย่างรอบคอบ และมีการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ดร.ประสารกล่าวทิ้งท้ายว่า การจะเป็นSMEsที่จะประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่แค่มีไฟ มีฝัน หากแต่ต้องเลือกธุรกิจที่จะทำได้ถูกต้อง มีความเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจนั้นอย่างแท้จริง วางกลยุทธ์ที่เหมาะสม มีการบริหารจัดการที่ดี ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อยอดการพัฒนาได้ และหมั่นหาความรู้ ปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ที่สำคัญ การตั้งโจทย์ให้พออยู่พอกินก่อนจะพัฒนาไปสู่ขั้นพอมีอันจะกินจะทำให้โอกาสเกิดความสำเร็จค่ะ

 

ที่มา: คอลัมน์ Social Trend นสพ. กรุงเทพธุรกิจ

Comments

comments

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *